คำต่อคำ นักวิชาการช่วยแดงหาทางลง-บทเรียนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในรายการแอน จินดารัตน์

โดย MGR Online   
19 มีนาคม 2553 14:52 น.
คำต่อคำ นักวิชาการช่วยแดงหาทางลง-บทเรียนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในรายการแอน จินดารัตน์
รายการแอน จินดารัตน์ วันที่ 15 มี.ค. ออกอากาศทางเอเอสทีวี ทีวีของประชาชน
        เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา รายการแอน จินดารัตน์ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นิวส์วัน ทีวีของประชาชน ได้เชิญนักธุรกิจและนักวิชาการ 2 ท่าน คือ นายอัมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และ ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการจากคณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มาพูดคุยและวิเคราะห์ถึงสถานการณ์บ้านเมือง จากกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง นัดชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.
       
       

       
       สำหรับรายละเอียดแบบคำต่อคำของรายการดังกล่าวมีดังนี้
       
       จินดารัตน์ - สวัสดีค่ะคุณผู้ชม ขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้าสู่รายการ แอน จินดารัตน์ ในค่ำคืนวันนี้ เราคงต้องเปลี่ยนความรู้สึกของรายการไปนิดหน่อย เพราะว่าสถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยจะดีนัก เราเลยจะคุยกันถึงเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองกันก่อน
       
       ในค่ำคืนวันนี้ คุณผู้ชมคงเห็นแล้วว่า หลายคืนที่ผ่านมา บางคนนอนไม่หลับเพราะว่าเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง มารวมตัวกันอยู่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ คืนนี้จะเข้าคืนที่ 4 แล้ว บางคนคิดอย่างนี้ค่ะว่า ดูจากจำนวนคนแล้วก็มากโขอยู่ แต่พอมาถึงวันนี้แล้ว ด้วยอากาศ ด้วยจำนวนเงินมันไม่เป็นใจแล้ว บางคนเขาบอกว่า เขารับจ้างมาแค่ 1-2 วันเท่านั้นเอง แต่นี้จะอยู่กันถึง 5-6 วันไม่ไหวจริงๆ อากาศก็ไม่เป็นใจอย่างที่เรียนไป คุณผู้ชมต้องไปดูนะคะ บริเวณใกล้ๆ ที่ชุมนุม หรือบริเวณที่ชุมนุม ต้องลองเดินสำรวจกันดูว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง สภาพทั้งหมด น้องๆ ทีมงาน ASTV ไปเดินสำรวจมา บอกว่าพี่ดูไม่ได้จริงๆ การชุมนุมครั้งนี้มันทำลายแม่น้ำลำคลอง ทำลายสภาพแวดล้อม ทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง กลิ่นโชยมา กระทั่งอุจจาระ การอุจจาระ ปัสสาวะตรงลงท่อเลย ขยะกองเป็นภูเขาเลากา ทิ้งกันลงไปในคลอง อย่างนี้แล้วจะให้ทำใจได้อย่างไร คนกรุงนอกจากจะลำบากเรื่องรถติดบริเวณนี้แล้ว คิดดูว่าถ้าเขาเลิกชุมนุมแล้ว จะเก็บกวาด จะทำให้สภาพแวดล้อมกลับมาสวยอย่างเดิมคงต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร
       
       เขาทิ้งอะไรกันไว้บ้างนอกจากขยะปฏิกูลแล้ว เขายังทิ้งบาดแผลความเจ็บปวดให้คนไทยด้วย เพราะว่าการชุมนุมครั้งนี้ทำให้ต่างชาติเองก็กลัว ยึกๆ ยักๆ จะเข้ามาลงทุนดีไหม จะถอนการลงทุนไปเลย การเมืองไม่แน่ไม่นอน ไม่นิ่งแบบนี้แล้ว เราคนไทยอยู่กันลำบาก เศรษฐกิจไม่ดีอยู่แล้ว แต่คนเสื้อแดงเขาไม่แคร์เพราะว่าเขาได้กันมา 2,000-3,000 เขาก็มากัน เงินจำนวนนี้แหละค่ะที่มันเป็นตัวบอก ชี้ชัดให้ ทักษิณ ชินวัตร ใช้เงินที่มีอยู่ตอนนี้ ซึ่งเขามีอยู่มากมายมหาศาล ก็จ้างกันไปเรื่อยๆ คนที่หิวเงิน บรรดาแกนนำสู้แล้วรวยก็เยอะ มาถึงวันนี้ บางคนโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า คุณแอนไม่จริงหรอกพวกสู้แล้วรวย เขาพูดกันถึงขั้นว่า ถ้าเคลื่อนจะผิดอุดมการณ์กลายเป็นสู้แล้วตาย ไม่ตายก็ติดคุก บางคนรู้สึกหวั่นๆ จะลงอย่างไร หาทางลงอย่างไรดี
       
       เขาบอก คนไม่มาแม้วฮาไม่ออก เรื่องจริงนะคะ เพราะว่าเมื่อคืนคุณผู้ชมคนได้เห็นโฟนอิน ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคุกแล้ว สภาพในห้องซอมซ่อเหลือเกิน เขาบอกอยู่ยุโรป อยู่สวิส ทำไมห้องโรงแรม 5 ดาว มหาเศรษฐีอย่างทักษิณจะไม่นอนโรงแรมแบบนี้เด็ดขาด ดูจากประตู ฝ้า ผนัง เพดาน โรงแรม 5 ดาวไม่มีทางเป็นแบบนี้ สำคัญที่สุดคงไม่มานั่งพล่ามอยู่คนเดียวหน้าจอที่ใช้เว็บแคมแบบนี้ มันไม่เนียนพ่อแม่พี่น้อง นั่งๆ พูดมีผู้หญิงผูกผมรัดเกล้าเหมือนคนแก่เดินผ่านหลังไป เขาตกอับขนาดนี้เชียวหรอ มีเสียงสะท้อนออกมา ก็บอกแล้วอยู่เขมร โรงแรมเขมรดีสุดก็แค่นี้ ไม่รู้จริงรึเปล่า เรื่องนี้ต้องพิสูจน์กัน
       
       แต่อย่างไรก็ตามวันนี้เราคงจะต้องมาติดตามสถานการณ์ เมื่อคืนมีผู้หญิงอายุเยอะคนหนึ่ง เยอะมากเลยหละ ไปที่ม็อบ นปช. ประมาณเที่ยงคืนครึ่ง ผู้หญิงคนนี้ชื่อว่า ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล เดินทางไปให้กำลังใจผู้ร่วมชุมนุม โดยมีวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.ให้การต้อนรับอย่างดี ใช้เวลาพูดคุยกันไม่นานนัก แต่วีระเปิดเผยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส บอกว่า ท่านประกาศตัวเป็นเสื้อแดงมานานแล้ว สนับสนุนการเคลื่อนไหวมานานแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มาร่วมชุมนุมด้วยตัวเอง ก่อนหน้านี้มีการโทรศัพท์สอบถามเป็นระยะๆ อยู่แล้ว โดยท่านผู้หญิงวิระยาประสงค์จะช่วยเหลือค่าอาหารแต่ไม่เปิดเผยจำนวนเงิน วีระบอกว่า นี่สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มเสื้อแดงไม่ได้มีแต่ไพร่เท่านั้น แต่มีหลากหลายชนชั้น
       
       ก็ไหนว่าไม่เอาอำมาตย์ไง ผู้หญิงคนนี้แหละอำมาตย์ตัวจริงนะคะ ในอดีตที่ผ่านมา ใช้เส้นสาย หรือใช้การอ้างถึงบุคคลสำคัญ นี่ละคะ ใช้วิธีที่คุณกำลังต่อต้านอยู่นี่แหละ ถามว่า แล้วอย่างนี้คุณจะปฏิเสธได้อย่างไรว่าคุณไม่เอาอำมาตย์
       
       เดี๋ยวเราจะพักกันก่อน ช่วงหน้ากลับมาเราจะคุยกับนักธุรกิจ และเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่รู้ลึกรู้ซึ้ง รู้ถึงการเคลื่อนไหวครั้งนี้ดี อีกท่านหนึ่งเป็นอาจารย์จากนิด้า ซึ่งอาจารย์เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จะลองมาวิเคราะห์กันดูว่า ณ จุดวันนี้ ถ้าไม่เกิดเหตุรุนแรงแล้วคนเสื้อแดงจะเดินไปในทิศทางใด น่าสนใจทีเดียว พักกันก่อนค่ะ
       
       ****************เบรก*******************
       
       จินดารัตน์ - กลับมาช่วงนี้เรามาคุยกันเรื่องของสถานการณ์บ้านเมือง ลองวิเคราะห์กันดูว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร กับ 2 ท่านค่ะ ท่านแรก คุณอัมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ท่านต่อมา ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า สวัสดีค่ะ ขอบพระคุณนะคะที่มาคุยกันวันนี้ ดูสถานการณ์บ้านเมืองไม่ดี ร้อนระอุทีเดียว ร้อนพอๆ กับอากาศเลยนะคะ
       
       พิชาย - ครับ
       
       จินดารัตน์ - แต่ประเมินสถานการณ์ 3 คืน 4 วันที่ผ่านมา ทั้ง 2 ท่านประเมินแล้วเป็นอย่างไรบ้าง คุณอัมรินทร์คะ
       
       อัมรินทร์- ผมคิดว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อพอสมควรเลยทีเดียว
       
       จินดารัตน์ - คงจะไม่ถึง 193 วัน
       
       อัมรินทร์- อ๋อ ไม่ถึง คงไม่ถึง สถานการณ์อันนี้เท่าที่ผมดู เป็นการสู้กันระหว่างการเมือง 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มที่เสียอำนาจไปแล้วก็ต้องการจะกลับมา ได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ตัวเอง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็เป็นกลุ่มที่มีอำนาจอยู่แล้ว แล้วต้องการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเอง
       
       จินดารัตน์ - ไว้ให้นานที่สุด
       
       อัมรินทร์- ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนได้รับผลกระทบ เพราะฉะนั้นประชาชนต้องติดตามหาข้อมูลข่าวสารใกล้ชิด ทั้ง 2 ฝ่าย
       
       จินดารัตน์ - แต่นั่นเป็นเพราะประชาชนไม่มีทางเลือกรึเปล่าคะ มีให้เลือกแค่ 2 ฝ่าย
       
       อัมรินทร์- ต้องยอมรับนะครับว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศถูกปิดหูปิดตา ผู้บริหารประเทศไม่อยากให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างแท้จริง
       
       จินดารัตน์ - อย่าให้รู้เยอะ
       
       อัมรินทร์- เพราะรู้เยอะ ประชาชนจะมีความรู้สึกตื่นตัวและผูกพันต่อสิทธิและผลประโยชน์ของตัวเอง ผูกพันต่อสถาบัน ผูกพันต่อประเทศชาติ แล้วเขาก็โกงกินกันยาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าการเมืองไหนในช่วงที่ผ่านมา ผู้ที่บริหารประเทศในช่วงไหนที่ผ่านมาก็แล้วแต่จะไม่ให้ข้อมูล ทั้งที่ตัวเองควบคุมสื่อ ทั้งโทรทัศน์ ทั้งหนังสือพิมพ์บางฉบับ ไม่ได้ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริง อันนี้เป็นตัวที่ทำลายระบอบประชาธิปไตยด้วย
       
       จินดารัตน์ - ทุกวันนี้เปลี่ยนไป
       
       อัมรินทร์- ทุกวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาก็ยังปิดหูปิดตาประชาชน สมมุติว่ารัฐบาลชุดนี้ ในช่วงระยะเวลาปีกว่าที่ผ่านมา เขาให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนที่เป็นจริง ถูกต้อง ผมเชื่อแน่ว่า การออกมาประท้วงหรืออะไรต่างๆ เหล่านี้จะไม่มากมาย เป็นอันตราย ข้อสำคัญการให้ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ รัฐบาลจะต้องบริหารประเทศบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศชาติ ของประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าหากคุณบริหารประเทศเพื่อบุคคลบางกลุ่ม หรือคนไทยมองข้ามหัว ไปมองต่างชาติก่อน อะไรก็เดี๋ยวต่างชาติไม่เชื่อมั่น แต่ไม่เคยพูดเลยว่าคนไทยจะลำบากลำบน
       
       จินดารัตน์ - แคร์ความรู้สึกต่างชาติ
       
       อัมรินทร์ - ไม่แคร์คนไทย อีกอย่างหนึ่ง ไม่ปกป้องสิทธิและผลประโยชน์การทำกินของคนในชาติ สิ่งเหล่านี้ถ้าคุณทำตั้งแต่ต้น อำนาจอีกฝ่ายที่หมดไปแล้ว ประชาชนจะไม่เหลียวเลย จะให้แต่ความชื่นชม
       
       จินดารัตน์ - อันนี้เป็นเพราะรัฐไม่อยากทำหรือทำไม่เป็นคะ
       
       อัมรินทร์ - ทั้ง 2 อย่าง คุณแอน ท่านอาจารย์คงจำได้ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ก่อนที่คุณทักษิณจะเข้ามา พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำรัฐบาล เพราะเขาบริหารประเทศในยุคนั้น เรียกว่า ประชาชนเสื่อมศรัทธา พูดง่าย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณทักษิณสามารถเข้ามาได้อย่างถล่มทลาย
       
       จินดารัตน์ - เป็นฮีโร่เลยนะคะ
       
       อัมรินทร์ - อาจจะมีบางคนบอกว่า เขาใช้เงิน ถึงจะใช้เงินยังไงก็ไม่ถล่มทลายอย่างนั้นหรอก อาจจะมีการใช้แต่ไม่ถล่มทลายอย่างนั้น แล้ววันนี้ผมเป็นห่วงเหมือนกันว่า ถ้าคุณบริหารประเทศแบบนี้ คุณเปิดเสรีอาฟต้า คุณให้ต่างชาติถือหุ้นในธนาคารได้มากขึ้น คุณไม่แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน ใครมาแย่งการทำกินของคนไทยคุณก็ปล่อยไป จนกระทั่งวันนี้ร้านค้ายักษ์ต่างชาติ ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ เข้าไปแทบทุกซอกทุกซอยของประเทศแล้ว แม้กระทั่งเอารถเล็กๆ ใส่สินค้าเข้าไปขาย แล้วคนไทยจะอยู่ตรงไหน อันนี้คือสิ่งที่
       
       จินดารัตน์ - ความผิดพลาด
       
       อัมรินทร์ - เป็นความผิดพลาด ที่ผ่านมาตลอดปีกว่า ทั้งๆ ที่ผมเองไม่ได้อยู่เฉยๆ ไม่ได้เพิ่งมาพูดวันนี้นะครับ ผมพูดมาตลอด อีกอย่างที่สำคัญ คือว่า อย่างผม อย่างอาจารย์ด้วยเหมือนกัน คงไม่มีใครกล้าเชิญไปออกทีวีของรัฐหรอก ออกได้อย่างมากก็ที่นี่ แสดงว่าเขายังปิดหูปิดตาประชาชนอยู่เหมือนกัน
       
       จินดารัตน์ - ไม่กล้ายยอมรับความจริง ไม่กล้าให้ประชาชนรับรู้ความจริง
       
       อัมรินทร์ - หรืออย่างคุณไปจัดได้ไหมรายการที่สถานีนั้น
       
       จินดารัตน์ - คงไม่ได้ค่ะ แค่เดินเข้าไปเขาก็เหล่แล้วค่ะ
       
       อัมรินทร์ - แสดงว่าเขาเข้ามานี่ เข้ามาอย่างแท้จริงเพื่อประโยชน์ของกลุ่มพวกเขา และเพื่ออำนาจ
       
       จินดารัตน์ - อันนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่คุณอัมรินทร์มองว่าทำให้คนส่วนใหญ่มาร่วมชุมนุม ที่อยู่ต่างจังหวัด รากหญ้าทั้งหลายมาร่วมชุมนุมในครั้งนี้
       
       อัมรินทร์ - ที่มาร่วมชุมนุม ไม่ร่วมชุมนุมเขาก็สงสัย อย่าลืม
       
       จินดารัตน์ - นั่งเชียร์อยู่ที่บ้านก็มี
       
       อัมรินทร์ - คนที่ฟังอยู่ที่บ้านไม่ใช่ว่าเขาจะอยู่ฝั่งนี้หรือฝั่งนั้น เขาก็ใช้วิจารณญาณ เป็นยังไง ที่ผ่านมาคุณบริหารประเทศยังไง สมมุติว่าถ้าคุณเป็นที่น่าเลื่อมใสจริงๆ พวกเขาจะออกมาให้ความสนับสนุน ถ้าสมมุติคุณไม่ทำให้เราเลื่อมใสเลย คุณก็ซัดกันไปซิ 2 ฝ่าย
       
       จินดารัตน์ - นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนออกมาร่วมชุมนุม แต่เหตุผลใหญ่ที่เราทราบๆ กันแล้วมองอย่างไรคะ จำนวนคนที่มาวัดอะไรได้ไหม บอกอะไรได้ไหม
       
       พิชาย - ในแง่ของกลุ่มผมอยากมองให้เชื่อมโยงนิดนึงนะครับ เราจะเริ่มต้นมองจากองค์ประกอบของกลุ่มที่เข้ามาในการชุมนุมครั้งนี้ว่ามีองค์ประกอบหลักๆ อะไรบ้าง ซึ่งเราจะพบว่า องค์ประกอบหลักคือ บรรดาแกนนำในส่วนกลางและต่างจังหวัด ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญในการระดมมวลชนเข้ามา ทีนี้มวลชนที่เขาเข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นมวลชนที่อยู่ภายใต้สังกัดในระบบอุปถัมภ์ของกลไกเหล่านี้ ซึ่งกลไกเหล่านี้คือบรรดานักการเมืองท้องถิ่นที่สังกัดพรรคเพื่อไทย พูดอย่างตรงไปตรงมา อีกอันหนึ่งคือว่า เป็นกลไกกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เป็นกลไกมวลชน ที่เป็นแกนนำมวลชน ซึ่งอาจจะอยู่คนละกลุ่มกับกลไกของ ส.ส.ที่อยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นในพื้นที่จะมี 2 กลไกหลัก คือ 1. กลไกทางการเมืองพรรคเพื่อไทย อีกกลไกเคยเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม นปช. 2 กลุ่มนี้ก็ระดมมวลชนเข้ามา
       
       จินดารัตน์ - ซึ่งต่างคนต่างระดมเข้ามา แล้วสัญญาที่ให้อาจจะแตกต่างกัน เงื่อนไขการเข้ามาชุมนุมอาจจะแตกต่างกัน
       
       พิชาย - เงื่อนไข มันมีหลายเงื่อนไขมากที่เข้ามา มันมี ด้านหนึ่งการระดม การจัดตั้ง คุณแอนชุมนุมมาเยอะ มันต้องใช้ค่าใช้จ่าย ทีนี้ค่าใช้จ่ายใครจะเป็นคนออก มันต้องมีคนออก ถ้าเป็นพันธมิตรฯ ก็คือ ช่วยๆ กันออกทั้งประเทศ
       
       จินดารัตน์ - บริจาค
       
       พิชาย - บริจาคเข้ามา แต่กรณีนี้เข้าใจว่าจะมีคนที่เป็นนายทุนหลักอยู่เพียงไม่กี่คน ซึ่งอยู่ในแวดวงที่จำกัด เป็นคนที่กุมสภาพการชุมนุมทั้งหมด แล้วเงินจะไหลผ่านตรงนี้ไป ทีนี้การไหลผ่าน เท่าที่สังเกตดูครั้งนี้น่าจะมีการไหลผ่านไปหลายท่อ มันไม่ใช่เป็นท่อใหญ่แล้วกระจายไป แต่อาจจะเป็นท่อต่อตรงออกไปหลายท่อ
       
       จินดารัตน์ - เหมือนกระจายความเสี่ยงของเจ้าของเงินใช่ไหมคะ
       
       พิชาย - ทำนองนั้น เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า มีมวลชนที่มาแล้วได้รับเงิน เป็นค่าใช้จ่าย มีคลิปแจกเผยแพร่ไปทั่วโลก
       
       จินดารัตน์ - เงินผ้าป่านะคะมาเป็นปึก
       
       พิชาย - ก็มีกลุ่มนี้อยู่ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งเข้าใจว่ามาเพราะว่าชอบคุณทักษิณ ก็จะมีอันนี้เราต้องยอมรับความเป็นจริง
       
       จินดารัตน์ - มีค่ะมี
       
       พิชาย - มีกลุ่มที่ชอบคุณทักษิณ หอบข้าวหอบปลามา อาจจะได้รับเงินเป็นค่าเหนื่อยเล็กน้อย ก็คือจริงๆ เขาอยากมาอยู่แล้วถ้าได้เงินด้วยก็ดี ถึงไม่ได้เงินกลุ่มนี้ก็อาจจะมา บางกลุ่มถ้าไม่ได้เงินก็จะไม่มา จะมีหลายกลุ่ม ทีนี้ ที่มาครั้งนี้ภาคอีสานจะมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ จากนั้นจะลดหลั่นลงมา ทีนี้ภาคเหนือ ภาคอีสานเมื่อลงมาแล้วมันก็ต้องมีการกำหนดเวลาว่าจะต้องมากี่วัน เพราะมันจะต้องสัมพันธ์กับเรื่องงบประมาณ ยิ่งอยู่นานค่าใช้จ่ายยิ่งเยอะ คำถามคือ ท้ายๆ ใครจะเป็นคนจ่าย ค่าใช้จ่ายงวดแรกหมด กำหนดไว้แค่นี้ ใครจะเป็นคนจ่าย เพราะฉะนั้นอาจจะกำหนดวันในการมา อาจจะ 3 วัน 5 วัน ก็แล้วแต่จะตกลงกันว่าจะกี่วันก็แล้วแต่ ส่วนมวลชนที่จะมาด้วยใจสมัครในกรุงเทพฯ ก็อาจจะมีมาบ้าง มาดูมาสังเกต แต่มวลชนพวกนี้คล้ายกับมวลชนที่ไม่ค้างคืน ไม่อยู่นาน ก็คงเป็นประเภทไปกลับ หรือมวลชนภาคกลาง อย่างเมื่อวานที่มาทางเรือ เข้าใจว่าวันนี้คงกลับไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่จะอยู่คือคนที่มาจากต่างจังหวัด แล้วมาในลักษณะที่ถูกระดมจัดตั้งเข้ามา ครั้งนี้สิ่งที่ต่างจากอดีตที่เคยทำ คือว่า เขาใช้รถกระบะกับรถเก๋ง ซึ่งเมื่อก่อนใช้รถบัสเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอันนั้นการขนคนจะง่าย ทีนี้ยุทธวิธีที่ใช้กระบะและรถเก๋ง มันจะทำให้มีความคล่องตัวในการชุมนุม หรือความคล่องตัวในการใช้ยุทธวิธี
       
       จินดารัตน์ - เคลื่อนย้าย
       
       พิชาย - การใช้ยุทธวิธีต่างๆ จะเร็ว แล้วจะสามารถสร้างผลกระทบได้ดีกว่าในแง่การนำรถบัสเข้ามา
       
       จินดารัตน์ - คล้ายๆ กับตอนที่ใช้แท็กซี่ช่วงเดือนเมษายน
       
       พิชาย - เราจะสังเกตว่า คราวนี้แท็กซี่ไม่ค่อยมีบทบาท ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่ขาดหายไปของการชุมนุมครั้งนี้ เพราะฉะนั้นกลุ่มฮาร์ดคอร์ต่างๆ ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ถ้าเราสังเกตการชุมนุม เราจะเห็นว่า ไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ในการชุมนุมครั้งนี้มากนัก ซึ่งอันนี้อาจจะมองได้หลายแง่ แง่หนึ่ง คนกลุ่มนี้อาจจะได้รับบทเรียนมาแล้ว
       
       จินดารัตน์ - ไม่เอาด้วยแล้ว ครั้งที่แล้ว
       
       พิชาย - หรืออีกนัยหนึ่งก็อาจจะมีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ ที่ยังไม่เปิดเผยในการชุมนุมช่วงวันแรกๆ อาจจะมาในช่วงวันท้ายๆ อะไรแบบนี้ ก็เป็นได้ นี่คือองค์ประกอบหลักๆ ลืมคนสำคัญไป คือ คุณทักษิณ
       
       จินดารัตน์ - ซึ่งระเห็ดระเหเร่ร่อน ไม่รู้ตกลงตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้วด้วยซ้ำ
       
       พิชาย - ตอนนี้จะลำบากนิดนึง เพราะว่ายูเออีขับไล่ออกไปแล้ว เข้าใจว่าจะอยู่ที่เขมร
       
       จินดารัตน์ - อาจารย์เชื่อว่าน่าจะอยู่เขมร
       
       พิชาย - หรือไม่ก็อาจจะอยู่ที่เมืองไทย แถวเกาะช้าง มันจะมีโรงแรมอยู่โรงแรมหนึ่ง ได้ข่าวว่าเป็นของคุณทักษิณแล้วมีคนดูแลแทน ติดกับชายแดนเขมร ก็อาจจะอยู่ตรงนั้นหรืออยู่ที่เขมรก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมันจะมีความยากลำบากมากขึ้น มากกว่าอยู่ที่ดูไบ ซึ่งมีการเตรียมการถ่ายทอดหลายๆ อย่างไว้ชัดเจน เมื่อวานที่เราเห็นภาพบางทีก็ขาดๆ หายๆ
       
       จินดารัตน์ - นั่งกับคอมพ์ตัวเดียว เป็นบ้าเป็นหลังน้ำลายฟูมปากอยู่คนเดียว
       
       พิชาย - ถ้าเราดูองค์ประกอบเหล่านี้เราจะเห็นได้ว่า การชุมนุมยืดเยื้อมันทำไม่ได้ ทำได้ยาก ยากมาก
       
       จินดารัตน์ - หนึ่งเหตุปัจจัยใหญ่ที่สุดใช่ไหมคะ
       
       พิชาย - การชุมนุมยืดเยื้อต้องมีมวลชนในกรุงเทพฯ ให้การสนับสนุน ประเภทเย็นมาค้างคืนกลับ ต้องมีมวลชนแบบนี้
       
       จินดารัตน์ - แต่ครั้งนี้ดูน้อยลงไปเยอะ
       
       พิชาย - ดูน้อยมากเลยมวลชนในกรุงเทพฯ
       
       จินดารัตน์ - อาจารย์กับคุณอัมรินทร์วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะอะไรทำไมมวลชนในเมืองถึงน้อยลง เป็นเพราะเขาได้เรียนรู้ หรือว่ามีแผนการอะไรบางอย่าง อย่างที่อาจารย์บอก
       
       พิชาย - กรณีมวลชนผมคิดว่าน่าจะเกิดจากการเรียนรู้มากกว่า การเรียนรู้ความไม่ดีของคุณทักษิณที่ออกมาเพิ่มมากขึ้น แล้วก็เขาอาจจะมองว่า คือมวลชนในกรุงเทพฯ ที่เข้ามาร่วมเมื่อคราวที่แล้ว ตรงนั้นอาจจะมีเป้าหมายในเรื่องของประชาธิปไตย พอซึมซับได้ว่าการชุมนุมครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องของประชาธิปไตย แม้ว่าจะมีการโฆษณาก็ตาม แต่ประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของคุณทักษิณ ส่วนประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ฉาบให้มันดูสวยหรูเท่านั้นเอง
       
       จินดารัตน์ - เอามาบังหน้า
       
       พิชาย - เอามาบังหน้า เพราะฉะนั้นคนก็ไม่อยากออกมา อีกอย่างหนึ่งเป็นบทเรียนจากคราวที่แล้วที่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเกิดจากกลุ่มเสื้อแดง แม้ว่ากลุ่มเสื้อแดงพยายามบอกว่า เป็นแดงเทียมก็ตาม แต่ความเชื่อที่บอกว่าเป็นกลุ่มเสื้อแดง คือมันมีหลักฐาน ในขณะที่ความเชื่อที่บอกว่า เป็นแดงเทียม มันไร้หลักฐาน เพราะฉะนั้นความเชื่อที่บอกว่าเป็นกลุ่มเสื้อแดงทำมันจึงมีน้ำหนักมากกว่า ดังนั้นคนมองว่ากลุ่มเสื้อแดงเป็นกลุ่มที่ก่อความรุนแรง ก็เลยไม่อยากจะเข้าร่วม เพราะไม่อยากเอาตัวเข้ามาเสี่ยง คนเลยลดน้อยลง ทีนี้คนกรุงเทพฯ มีอีกกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มแท็กซี่ที่เราคุยกันตอนแรก ซึ่งกลุ่มนี้ถ้าจะเข้าร่วมต้องมีค่าใช้จ่ายในการตอบแทนให้เขาพอสมควร ตอนนี้เราก็ยังไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่
       
       จินดารัตน์ - แม้กระทั่งรถที่มาก็ตาม ต้องเติมน้ำมัน มอเตอร์ไซค์ต้องเติมน้ำมัน ท่อตันบ้างอะไรบ้างมาไม่ถึง
       
       พิชาย - เข้าใจว่า ท่อน้ำเลี้ยงอะไรต่างๆ อาจมีอยู่จำกัดในการระดมคนเหล่านี้มา ทาง ส.ส.ที่ไประดมมาอาจไม่มั่นใจก็ได้
       
       จินดารัตน์ - บางคนดูถอยๆ นะคะ
       
       พิชาย - ครับ คือไม่ทราบว่าเป้าหมายในการชุมนุมคืออะไรกันแน่ ประเด็นในการชุมนุมครั้งนี้ค่อนข้างจะไม่เป็นเอกภาพ เท่าที่ผมติดตามดู ถ้าเราดูเป้าหมายลึกๆ ของผู้สนับสนุน อย่างคุณทักษิณ แน่นอนเราทราบว่า เขาต้องการนิรโทษกรรม เขาต้องการให้ยุบสภา การยุบสภาเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่การนิรโทษกรรม แล้วก็มากกว่านั้น มีนักวิชาการบางท่านวิเคราะห์ ไปสถาปนารัฐใหม่ขึ้นมา อะไรแบบนี้ อาจจะมองเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของคุณทักษิณมันหลากเป้าหมาย แล้วเป้าหมายบางอย่างเป็นเป้าหมายระยะสั้น บางอย่างเป็นเป้าหมายระยะยาว มันไม่สามารถได้มาจากการชุมนุมครั้งเดียว เพราะฉะนั้นมันเลยทำให้การชุมนุมสะเปะสะปะไปพอสมควร จากนั้นถ้าเราดูประเด็นที่เขาชู คุณแอนจะเห็นได้ว่า ตอนนี้ถ้าเราฟังคำปราศรัยของเขา ประเด็นหลักประเด็นหนึ่งเลยที่ใช้บ่อย เขาเป็นปรปักษ์กับอำมาตย์ แล้วเขาสถาปนาตัวเองเป็นไพร่ เป็นไพร่สู้กับอำมาตย์ แล้วคนกรุงเทพฯ รู้สึกว่าเราเป็นชนชั้นกลาง เขาสู้กันไปไพร่กับอำมาตย์ เราชนชั้นกลางคอยดูดีกว่า
       
       จินดารัตน์ - นั่งอยู่บนภูรอดูกันดีกว่า ไม่เกี่ยว เราไม่ใช่ไพร่ ไม่ใช่อำมาตย์
       
       พิชาย - เราเป็นเสรีชน ชนชั้นกลาง
       
       จินดารัตน์ - ไปยุ่งกับเขาทำไม
       
       พิชาย - เพราะฉะนั้นเหมือนกับว่า วิธีคิดของแกนนำ ซึ่งผมเข้าใจว่า คงจะได้รับการปลูกฝังความคิดนี้จากนักวิชาการบางคน ความคิดเรื่องไพร่ เพราะเป็นความคิดย้อนยุคไปสู่ ก่อน 2475 เพราะเราไม่มีไพร่ตั้งนานแล้ว แต่คิดระบบไพร่ คิดเรื่องคำอำมาตย์ขึ้นมา คล้ายๆ ว่าเราตอนนี้อยู่ก่อน 2475 ด้วยซ้ำไป นั่นคือวิธีคิด วิธีคิดเมื่อฟังคุณทักษิณเมื่อคืน เขาบอกจะล้มล้างระบบคิดอำมาตย์ ผมฟังก็งง ระบบคิดอำมาตย์มันเป็นยังไง ผมเคยฟังนักวิชาการเสื้อแดงว่า คำว่า อำมาตย์ของเขาหมายถึงอะไร เขาก็บอกว่า ระบบคิดก่อน 2475 นั่นคือระบบคิดอำมาตย์ เขาบอกล้มล้างระบบคิดอำมาตย์ ซึ่งมันเป็นนามธรรมมากเลย จะไปล้มล้างยังไงระบบคิด มันจะล้มล้างด้วยการชุมนุมหรอ มันก็คงไม่ได้
       
       จินดารัตน์ - ที่พลาดก็คือไปหลงเชื่อนักวิชาการเสื้อแดงทั้งหลายที่อาจจะเกิดมาหลงยุค
       
       พิชาย - คงไม่หลงเชื่อหรอก แต่เพียงเพราะว่า เขาจะอาศัยประเด็นนั้นมาเป็นการสร้างความชอบธรรม
       
       จินดารัตน์ - คำว่า ไพร่ กับ อำมาตย์ มันทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่าง เหยียบย่ำกัน มันมีช่องว่างระหว่างชนชั้นมากขนาดนั้น ทำให้ปลุกระดมความรู้สึกคน อย่างนั้นใช่ไหมคะ
       
       พิชาย - ก็ปลุกระดมคนชนบทที่เป็นชาวบ้าน เพราะชาวบ้าน โดยพื้นฐานของรัฐบาลไทย ไม่ค่อยจะเหลียวแลอยู่แล้ว ข้าราชการก็ไม่ค่อยเหลียวแลเท่าไหร่ ชาวบ้านถูกทอดทิ้งมานาน ทีนี้ คุณทักษิณ เข้าใจว่า โดยปัญญาของนักวิชาการเสื้อแดง พยายามเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ชาวบ้านไม่เคยถูกเหลียวแลกับการที่คุณทักษิณถูกรังแกกลายมาเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้นคุณทักษิณเลยมองว่า เขาเป็นสัญลักษณ์ของคนที่ถูกรังแก และการต่อสู้ครั้งนี้เหมือนเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นการต่อสู้ของสัญลักษณ์ แต่ไม่ใช่เป็นสัญลักษณ์ของคนถูกรังแก แต่เป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมสามานย์ ที่ชาวบ้านถูกครอบงำโดยทุนนิยมสามานย์ เพราะคุณทักษิณไม่ใช่สัญลักษณ์ของคนที่ถูกรังแก แต่เป็นสัญลักษณ์ของคนที่มีภาพคอร์รัปชั่น เป็นสัญลักษณ์ของความโลภ ความเป็นทุนนิยมอะไรต่างๆ
       
       จินดารัตน์ - โกงกินสารพัด
       
       พิชาย - โกงกินสารพัด คือเป็นสัญลักษณ์ พยายามสร้างขึ้นมาใหม่
       
       จินดารัตน์ - จริงๆ น่าจะเปลี่ยนจากไพร่ เป็น ทาสแม้ว มากกว่านะคะ เป็นทาสน่าจะเหมาะกว่านะคะอาจารย์ คุณอัมรินทร์ค่ะ
       
       อัมรินทร์ - คืออย่างนี้นะครับ เรื่องอำมาตย์หรือไพร่อะไรนี่นะครับ ผมคิดว่าคงจะเป็นเรื่องของความคิดที่สับสนของคนเสียอำนาจ ต้องการอำนาจกลับมา ก็คือว่า เขาใช้คำว่า อำมาตย์ จริงๆ ถ้าเราพูดถึงเรื่องอำมาตย์แล้ว ในอดีตอำมาตย์กอบกู้ประเทศไทย ทำดีมาเยอะแยะเลยทีเดียว แต่ทีนี้เขาอาจจะมุ่งไปที่บุคคลบางท่าน มุ่งไปก็เลยสับสนกันใหญ่
       
       จินดารัตน์ - เหมารวมเลย
       
       อัมรินทร์ - เหมารวมกันไป ใช้คำพูดผิดบ้างถูกบ้าง เลยทำให้เกิดการสับสนแล้วแบ่งชั้นวรรณะอะไรต่ออะไรในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร จะพูดถึงใครก็ให้ตรงไปเลยหมดเรื่องหมดราว ไม่ควรจะไปก้าวล่วงอะไรมากเกินไป
       
       จินดารัตน์ - แต่ว่าเมื่อวานนี้บนเวทีเสื้อแดง ท่าทีของแกนนำ บางคนที่เรียกตัวเองว่า ประธาน นปช. จะมีท่าทีอีกอย่างหนึ่ง แต่ลูกสมุนแม้วอื่นๆ ที่เหลืออยู่ก็จะมีท่าทีอีกอย่างหนึ่ง เลยเกิดคำถามแล้วตกลงมันจะแตกคอกันถึงขั้นแบ่งแยกกลุ่มฮาร์ดคอร์ไปป่วนเมืองรึเปล่า เดี๋ยวขออนุญาตทั้ง 2 ท่านพักก่อนนะคะ ช่วงหน้ากลับมาฟังคำตอบกันค่ะ
       
       ****************เบรก*******************
       
       จินดารัตน์ - กลับมาอีกช่วงหนึ่ง รายการแอน จินดารัตน์ เมื่อสักครู่ ช่วงพักโฆษณา อ.พิชาย แซว ปกติรายการแอน จินดารัตน์ จะอีกอารมณ์สบายๆ ค่ะ มันสบายไม่อยู่แล้วค่ะอาจารย์ขาช่วงเวลาแบบนี้
        วันนี้มีหลายคนวิเคราะห์ว่า ดูจากจำนวนคน จำนวนเงิน ซึ่งมันอาจจะร่อยหรอลงไปในช่วงปลาย แล้วความอดทนของคน คือมาด้วยความตั้งใจอาจจะจำนวนน้อย แต่มาด้วยปัจจัยอื่น เหตุผลอื่นค่อนข้างเยอะ เป็นส่วนใหญ่ด้วย เขาไม่สามารถอยู่ได้เกิน 5 วัน 7 วัน ลำบากแล้ว วันนี้ท่าทีของ วีระ มุสิกพงศ์ หลายคนมองว่า กำลังพูดหาทางลงให้กับตัวเอง เหมือนกับเปิดทางว่า เรามาเจรจากันไหม กับรัฐบาล ยังไม่ยุบตอนนี้ก็ได้อาจจะไปยุบปีไหนยังไงค่อยว่ากัน ทั้ง 2 ท่านคิดยังไงค่ะ
       
       พิชาย - คือคุณวีระเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์
       
       จินดารัตน์ - เขาผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ
       
       พิชาย - คุณวีระที่จริงไม่ใช่เป็นนักต่อสู้ของมวลชน เพียงแต่ว่าตอนนี้อาจจะจับพลัดจับผลูเข้ามา แล้วอาจจะได้รับการสนับสนุนทางด้านปัจจัย เพราะฉะนั้นคุณวีระ ถ้าสู้ก็ไม่ต่อสู้ถึงที่สุด จะต่อสู้ตามเกณฑ์ที่ตัวเองคิดว่ามันอยู่แค่ไหน
       
       จินดารัตน์ - เอาแค่นี้พอ
       
       พิชาย - คุ้มแล้วแค่นี้ ก็คงจะมีวิธีคิดแบบนั้น อีกอันนึง คุณวีระคงไม่อยากทำให้เกิดความรุนแรง เพราะคงไม่อยากติดคุกตอนแก่ พอสมควร ดังนั้นก็พยายามจะหาทางลง แล้วคงไม่สามารถเห็นชัยชนะที่จะบีบให้รัฐบาลยุบสภาได้ คงประเมินเห็นว่า การมาชุมนุมครั้งนี้ตัวเลขผิดเป้าหมายไปเยอะ
       
       จินดารัตน์ - เขาบอกล้านคนเลยนะคะอาจารย์
       
       พิชาย - ใช่
       
       จินดารัตน์ - แสนคนยังยากเลยนะคะ
       
       พิชาย - ไม่ถึง ผมประเมินเป็นหมื่นตลอด ผมไม่เคยประเมินมากกว่าแสนเลย ตั้งแต่ก่อนชุมนุม ไปพูดที่ไหนผมว่าไม่เกินแสน อยู่หลักหมื่นนี่แหละ
       
       จินดารัตน์ - เต็มที่แสนนึง
       
       พิชาย - เพราะฉะนั้นคุณวีระคงมองเห็นว่า มันไม่ใช่มาบีบรัฐบาล จนกระทั่งเมื่อบีบมากๆ เกิดรัฐบาลไม่ทำมันอาจจะถูกผลักดันให้ผู้ชุมนุมบางส่วนหันไปใช้วิธีการอื่นที่ไม่ใช่วิธีการสันติ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น คุณวีระก็ลำบากเพราะตัวเองเป็นแกนนำหลัก
       
       จินดารัตน์ - ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
       
       พิชาย - ความรุนแรงเกิดขึ้นคุณวีระต้องโดนก่อนเพื่อน
       
       จินดารัตน์ - จะสั่งหรือไม่สั่งก็โดนแน่ๆ
       
       พิชาย - ถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้นก็โดน คุณวีระคงไม่อยากให้ตัวเองโดนมากไปกว่านี้
       
       จินดารัตน์ - ก็เลยพยายามพูดเป็นนัยๆ บนเวที
       
       พิชาย - แต่ยังไงก็ตาม เนื่องจากคุณวีระแกอายุเยอะก็ไม่อยากติดคุกตอนแก่ แต่ว่าแกนนำระดับรองๆ ลงมา อย่างจตุพร ณัฐวุฒิ พวกนี้เขายังห้าวอยู่ ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ เพราะฉะนั้นการมองผลที่เกิดขึ้นในระยะยาวอาจจะมองไม่เห็นเหมือนที่วีระมอง เพราะฉะนั้นพวกนี้เมื่อยื่นคำขาดออกไปแล้วก็พยายามจะทำให้ได้ตามที่ตัวเองยื่นเข้าไป ถ้าเกิดไม่ได้จะพยายามหาวิธีการอื่น ซึ่งอาจจะต่างจากวิธีการที่ตัวเองพูด ประกาศในเวที เพราะตัวเองพูดประกาศคือเรื่องสันติวิธีตลอด อาจจะไม่ใช่เป็นคนสั่งอะไรโดยตรง แต่อาจจะกระตุ้นให้มวลชนรู้สึกเครียดแค้นชิงชังมากขึ้น
       
       จินดารัตน์ - ลงไปทำเอง
       
       พิชาย - ทีนี้พอมวลชนเครียดแค้นชิงชังมากขึ้น อะไรก็จะเกิดขึ้นได้ กระทบกระทั่งนิดเดียวก็จะบานปลายได้ คือเขาปลุกเร้าอารมณ์มวลชนไป ในขณะที่วีระไม่ค่อยปลุกเร้าอะไรเท่าไหร่ แต่ 2 คนนั้นจะปลุกเร้าสูง ปลุกเร้าความเกลียดชังอภิสิทธิ์ เกลียดชังอำมาตย์ โดยเฉพาะ พล.อ.เปรม ก็พูดให้ชาวบ้านเกลียดชัง ตอกย้ำไปเรื่อยๆ อันนี้เป็นวิธีการที่อาจจะเตรียมความพร้อมไว้อย่างหนึ่ง ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น มวลชนเพียงแต่กระตุ้นนิดเดียวมวลชนก็ไปแล้ว ก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังมองในเชิงบวกว่า ผมคิดว่าความรุนแรงที่จะเกิดจากการชุมนุมมันคงไม่เกิด ถ้าจะเกิดมันจะเกิดจากกลุ่มอื่นที่อาจไม่ได้อยู่ร่วมการชุมนุมโดยตรง อาจจะเป็นพวกเดียวกันแต่อาจจะเป็นกลุ่มอื่น
       
       จินดารัตน์ - ที่ไม่ฟังแกนนำ
       
       พิชาย - ไม่ฟัง แล้วอาจจะไม่ปรากฎอยู่ในการชุมนุม ยังหลบอยู่ในซอกหลืบรอจังหวะโอกาสที่จะออกมา หรือว่าอีกกลุ่มหนึ่งที่เราทราบๆ กันดี คืออีกสีเสื้อ คือกลุ่มเสื้อน้ำเงิน ซึ่งมีบทบาทช่วงเดือนเม.ย.พอสมควร กลุ่มนั้นก็คงพยายามจะจับจ้องอยู่เหมือนกัน
       
       จินดารัตน์ - ไปราดน้ำมันซะ
       
       พิชาย - ว่าจะทำอะไร กลุ่มนั้น หลักๆ ถ้าเขาจะทำให้เกิดความรุนแรง เขาต้องการทำลายความชอบธรรมของกลุ่มเสื้อแดง เพื่อจะใช้ตรงนี้ อาจจะเป็นผลยาวต่อไปในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า กลุ่มเสื้อแดงมันรุนแรง สร้างความรุนแรงต่างๆ เกิดขึ้น อันนั้นที่เป็นเป้าหมายของกลุ่มอีกสีเสื้อหนึ่ง ส่วนกลุ่มเสื้อเดียวกันแต่ที่อยู่ในซอกหลืบ กลุ่มนี้ถ้าทำให้เกิดความรุนแรง คือต้องการให้เป็นการจลาจลขนานใหญ่ เพื่อทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล
       
       จินดารัตน์ - เกิดขึ้นได้ไหมคะอาจารย์ การจลาจลขนานใหญ่มันจะมีโอกาสไหม
       
       พิชาย - ผมคิดว่าถ้าดูสถานการณ์ตอนนี้ ดูมวลชนขณะนี้ อารมณ์ความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ผมคิดว่าไม่น่าจะเกิด ถ้าเกิดก็จะเกิดเล็กๆ คนที่มาชุมนุมก็ไม่พร้อม คือถ้าเกิดขึ้นมาเป็นจุดเล็กๆ รัฐมีการเตรียมการดีอยู่แล้วเข้าไปจัดการทันท่วงที
       
       จินดารัตน์ - รับมือได้
       
       พิชาย - คงคิดว่าไม่มีปัญหา คงไม่บานปลาย แล้วรัฐบาลเอง เท่าที่ดูท่าทีก็พยายามทำอะไรในลักษณะที่จำกัดวง คือถ้าปราบปราม ก็ปราบปรามโดยไม่รุนแรง ก็อาจจะมีการปรับ โดยใช้กระบวนการวิธีการปราบปรามการชุมนุมที่ถูกต้องตามหลักสากล ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้นมันจะถูกจำกัดในขอบเขต แล้วมีการกระทำที่เป็นหลักสากล ใครก็ตำหนิไม่ได้ ซึ่งครั้งนี้รัฐบาลเตรียมการไว้ค่อนข้างจะดีกว่า
       
       จินดารัตน์ - เขามีประสบการณ์มาแล้วตั้งแต่เดือน เม.ย.
       
       พิชาย - ใช่ ตั้งหลายครั้ง
       
       จินดารัตน์ - คุณอัมรินทร์ล่ะคะ ประเมินว่ามันจะเกิดกลุ่มก้อนที่เรียกตัวเองว่า กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ออกมาป่วนบ้านเผาเมืองบ้างไหมคะ
       
       อัมรินทร์ - คือวันนี้สถานการณ์ ผมคิดว่ามันคล้ายๆ การรบ การชิงกัน อย่างที่เมื่อกี้นี้คุณแอนได้พูดว่า คุณวีระพยายามอ่อนลงมา ผมคิดว่าอาจจะเป็นชั้นเชิง คือการรบแพ้หนเดียวหรือชนะหนเดียว ไม่ได้หมายความว่าชนะสงคราม เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นได้ว่า เป็นชั้นเชิงของการที่จะเจรจา เมื่อฝ่ายรัฐบาลมีการแสดงออกหลายครั้งที่อยากจะเจรจา ฝ่ายเสื้อแดงก็แสดงวัตถุประสงค์เหมือนกัน ฉันก็อยากจะเจรจาเหมือนกัน แต่ว่าความรุนแรงผมคิดว่ามันอาจจะเกิดขึ้นได้มากเหมือนกัน คือสิ่งที่ผมเป็นห่วงต่อไป เราต้องมองให้ไกลด้วย ไม่เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น ว่าถ้าเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นไปอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ประชาชนจะแย่นะครับ
       
       จินดารัตน์ - แสดงว่า คุณอัมรินทร์ไม่คิดว่า ถ้าจบครั้งนี้แล้วมันจะจบเลย
       
       อัมรินทร์ - ไม่จบ ไม่มีจบ
       
       จินดารัตน์ - มันมีอีกแน่ประปรายมาอีก
       
       อัมรินทร์ - แน่นอน อาจจะมากขึ้นด้วย มันจะมีอยู่เรื่อยๆ มันมีมาปีนึงแล้วยังทำอะไรไม่ได้เลย รอไปอีกปีก็เหมือนกัน คือวันนี้ในประเทศอยู่ในภาวะปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหาความมั่นคงของประเทศ เราจำเป็นจะต้องมีผู้นำผู้บริหารประเทศที่เข้มแข็งจริงๆ มีความซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประเทศชาติ ประชาชนอย่างแท้จริง อันนั้นคือทางออกที่ดีที่สุด เสื้อดงเสื้อแดงจะหายไปเลยอยู่ไม่ได้ เจอคนแข็งเข้าคนจริงเข้า แล้วไม่มีแผลไม่มีอะไร ถ้าหากว่า ถ้าผิดไปจากนี้แล้วประชาชนคนในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยในต่างจังหวัด ในที่อื่นๆ แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ ก็ตาม ก็จะยากจนข้นแค้น หมดเนื้อหมดตัวกันไป แม้กระทั่งเกษตรกรก็แย่กันไปหมด
       
       จินดารัตน์ - วันๆ ไม่ต้องทำมาหากินอะไร มัวมานั่งกังวลใจเดี๋ยวจะมีม็อบ
       
       อัมรินทร์ - โอกาสที่เขาจะทำยังไม่มี อย่างเช่น การเปิดเสรีให้ต่างชาติเอาข้าวเข้ามาได้อย่างนี้ เกษตรกรย่ำแย่อยู่แล้วไปทำได้ยังไง เปิดเสรีข้าว เปิดเสรีน้ำมันปาล์ม เปิดเสรีกาแฟ หรือเปิดเสรีภาคบริการอื่นๆ อีก แทนที่จะช่วยปกป้องคนในชาติ มันจะสร้างความเอือมระอาให้กับประชาชน
       
       จินดารัตน์ - คุณอัมรินทร์ไม่คิดหรอคะว่า ทักษิณบอกว่า เอาละครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย สงครามครั้งสุดท้ายของเขา
       
       อัมรินทร์ - ทุกคนก็พูดอย่างนี้ สุดท้ายทั้งนั้น ผมเห็นเสื้อเหลืองบนเวทีก็ครั้งสุดท้ายเหมือนกัน
       
       จินดารัตน์ - แต่ครั้งนี้ ทักษิณคงจะไม่ยอมต้องจ่ายสะตุ้งสตางค์มากไปกว่านี้รึเปล่า
       
       อัมรินทร์ - เรื่องเงินเรื่องทองไม่ต้องพูดถึงเขา อย่าลืมนะครับ พวกเราจ้องไปที่คุณทักษิณ ในช่วงรัฐบาลคุณทักษิณ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ร่วมกับคุณทักษิณมีมหาศาล มีเยอะแยะไปหมด แล้วตอนนี้ก็อยู่กันสะหลอน อีกสิ่งหนึ่ง ในเมื่อเราพูดถึงคุณทักษิณ คุณก็เป็นสื่อ อาจารย์ก็เป็นอาจารย์ ผมก็เป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง ต้องดูด้วยที่ผ่านๆ มามันไม่ใช่มีเฉพาะรัฐบาลทักษิณที่สร้างความอย่างที่เขากล่าวหากัน รัฐบาลอื่นก็มีเหมือนกัน ทำหนักไม่แพ้กันเหมือนกัน เรื่องยังคาราคาซังอยู่เลย ผมยกตัวอย่างให้ อย่าง ปรส. 10 ปีมาแล้ว วันนี้ยังไม่อะไรเลย เงินมหาศาลเลย
       
       จินดารัตน์ - แต่ว่าวันนี้ สิ่งที่เราวิเคราะห์พูดคุยกันก็คือ ปัญหาของชาติตอนนี้หนักหนา คือตัวคุณทักษิณคนเดียว
       
       อัมรินทร์ - ใช่ซิ คุณทักษิณคนเดียวทำอะไรมากไม่ได้มันต้องมีคนอื่นด้วย ต้องมีไม้มีมือต้องมีอะไรต่ออะไรของเขา เขาก็ต้องมีคนร่วม แล้วคนที่ได้ดีร่ำรวยสมัยเขาก็มีเยอะแยะ ไม่ใช่เงินจะต้องมาจากกระเป๋าคุณทักษิณหมด อาจจะมาจากคนอื่นก็ได้เพื่อที่ไม่ให้เรื่องมาถึงเขา
       
       จินดารัตน์ - อาจารย์พิชายคิดยังไงคะประเด็นนี้
       
       พิชาย - ครับ คือคุณทักษิณผมคิดว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นการพัฒนาขั้นสูงสุดของระบบการเมืองแบบเก่า แล้วก็ระบบทุนนิยมแบบสามานย์ ก็คือ คุณทักษิณเป็นตัวแทน เป็นภาพตัวแทนของทั้ง 2 ระบบนี้ คือ ระบบการเมืองแบบเก่า คือ ระบบการเมืองแบบอุปถัมภ์ อำนาจนิยม ฉ้อฉลคอร์รัปชั่นนะครับ อันนี้คุณทักษิณเป็นภาพที่เป็นตัวแทนนะครับ เป็นการพัฒนาการขั้นสูงสุดนะครับของระบอบนี้ และก็อีกอันหนึ่งก็คือทุนนิยมสามานย์ ผูกขาดนะครับ แล้วก็เป็นทุนนิยมที่เอื้อให้กับประโยชน์แก่พวกพ้อง ในใต้ของคุณทักษิณนั้นมันก็จะมีกลุ่มเล็กๆน้อยๆ
       
       จินดารัตน์ - ที่ได้ผลประโยชน์
       
       พิชาย - ที่เหมือนกับเป็น ถ้าเรามองเป็นโครงสร้างพีระมิด คุณทักษิณคือจุดยอดของพีระมิด ใต้ลงมามันก็จะมีกลุ่มนายทุนย่อยๆ อย่างเช่น กลุ่มนายทุนท้องถิ่น กลุ่มนายทุนระดับชาติบางคนที่อาศัยประโยชน์จากระบบการเมืองแบบเดิม เข้ามามีอำนาจจัดสรรทรัพยากรของแผ่นดินอย่างไม่เป็นธรรมให้กับประชาชนทั่วไปนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ถ้าคุณ ถึงแม้ว่าคุณทักษิณหมดไปนะครับ แต่ว่าไอ้รากเหง้าของระบอบนี้นั้น มันหยั่งลึกพอสมควร เพราะฉะนั้นไอ้การที่หมดคุณทักษิณนั้น ไม่ได้แปลว่ารากเดิมนี้มันจะหมดไปด้วยนะ มันพร้อมที่จะเติบโตมาอีกถ้ามีเงื่อนไขสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และก็สอดคล้องที่จะให้มันเกิด หรือถ้าเราไม่จัดสภาพแวดล้อมทางการเมืองใหม่นี้ เพื่อที่จะทำให้ระบอบแบบเก่ามันค่อยๆสูญพันธุ์ไปนั้น ไอ้ระบอบเก่ามันก็จะเติบโตขึ้นมาได้อีก แล้วเราก็ต้องมาต่อสู้กันอีกในอนาคตนะครับ มันก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้นั้นแต่ว่าเฉพาะหน้านั้นก็แน่นอนว่า เนื่องจากว่าการพัฒนาการของคุณทักษิณนั้นมันพัฒนาการถึงขนาดที่เป็นภัยต่อสังคมทั้งชาติ นะครับสังคมไทยทั้งชาติเขาจำเป็นที่จะต้องดำเนินการที่จะริดรอน หรือว่าตัดตอนอิทธิพลของคุณทักษิณนี้ให้ลดลงก่อน แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆมาแงะทีละเหง้า ทีละเหง้าต่อไป แล้วแงะทีละเหง้านั้น ถามว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ทำได้ไหม จริงๆแล้วรัฐบาลประชาธิปัตย์โดยส่วนใหญ่นั้น เขาเป็นส่วนหนึ่งของระบอบเก่านั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันมีปรากฎการณ์ของคุณอภิสิทธิ์ คือวางคนขึ้นมา ที่เรามองว่า เอ่อจะใช้คำว่า เพชรที่เกิดจากโคลนตมมันก็ดูเป็นภาษานิยายไป
       
       จินดารัตน์ - ดูจะเกินจริงไปหน่อยนะคะ
       
       พิชาย - เพียงแต่ว่าคุณอภิสิทธิ์จะดูมีความแตกต่างจากนักการเมืองเก่า แต่เราก็จะเห็นได้ว่าการที่เขาจะอยู่ได้นั้น เขาก็ต้องประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจเก่า ประนีประนอมกับกลุ่มที่มีความคิดแบบเก่า และก็ไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มร้อยนะครับก็ต้องประนีประนอม ถ้าถามว่ารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์นี้มีการคอร์รัปชั่นไหม ก็ต้องตอบว่ามีนะครับ มีแน่ๆ แล้วก็มีอื้อฉาวด้วยนะ แล้วก็มีหลายเรื่องด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นคุณอภิสิทธิ์จะไม่ทำอะไรกับพวกนี้ก็ไม่ได้ เพราะว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้นั้น ฝ่ายเสื้อแดงเขาก็ต้องเอาไปโจมตีว่านี่ไงมันก็มีการคอร์รัปชั่น แล้วพวกเสื้อเหลืองจะทำอย่างไรละ ไหนบอกว่าเกลียดการคอร์รัปชั่นแล้วมาสนับสนุนรัฐบาล ฉะนั้นเราก็ต้องกดดันให้คุณอภิสิทธิ์นี้จัดการกับการคอร์รัปชั่นต่างๆนี้ ไม่ว่าจะเป็นในกองทัพที่โจ๋งครึ่ม เรื่องจีที 200 หรืออะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมดเลย หรือว่าเรื่องซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงมหาดไทย หรือจะมีโครงการอะไรอีกเยอะแยะ จะดูแลเรื่องนี้อย่างไรนะครับ
       
       จินดารัตน์ - อันนี้มันมีผลไปถึงการให้ความสนับสนุนคุณอภิสิทธิ์ด้วย ถ้าคุณอภิสิทธิ์กล้าที่จะตัดสินใจ จัดการกับเรื่องพวกนี้ เสียงสังคมส่วนใหญ่พร้อมที่จะออกมาผลักดันแล้วก็ให้การสนับสนุนด้วยไหมคะ
       
       พิชาย - ก็คงเป็นอย่างนั้น เพียงแต่ว่าในจังหวะตอนนี้ เนื่องจากว่ามันอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้เขาต้องเลือกอะไรก่อนหลังนะครับ เราก็ต้องทำความเข้าใจกับเขาก่อนนิดหนึ่งว่า คือสถานการณ์ตอนนี้กลุ่มทุนนิยมสามานย์ของคุณทักษิณเหมือนกับเป็นศัตรูหลักนะครับของระบอบสังคมไทยทั้งระบอบนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในแง่ของในเชิงยุทธศาสตร์เขาอาจจะจำเป็นที่จะทำให้คุณอภิสิทธิ์จำเป็นต้องจับมือกับ และก็ยอมให้กับบางกลุ่มก่อนนะครับ นั่นคือในเชิงยุทธศาสตร์มันก็คงจะต้องทำอย่างนั้นไปก่อนนะครับ ซึ่งอันนี้เราก็เข้าใจ
       
       จินดารัตน์ - คือมันไม่สามารถแก้ได้ภายในวันเดียวถูกไหมคะ
       
       พิชาย - ครับ แต่ว่ามันก็ต้องมีความเข้าใจอันนี้ และก็การยอมรับมันก็มีขีดจำกัด
       
       จินดารัตน์ - ค่ะ
       
       พิชาย - ถ้ามันเกินไป มันก็คงเลยขีดจำกัดเหมือนกัน
       
       จินดารัตน์ - เหมือนวันนี้หลายคนบอกว่า แหมถ้าผมเป็นคุณอภิสิทธิ์นะ ผมจะบอกว่ากินให้มันอย่าโจ๋งครึ่มมาก หน้าด้านกันน้อยๆหน่อยได้ไหม ผมจะได้ไม่ลำบากใจนะค่ะคำพูดนี้ อาจจะเป็นไปได้
       
       พิชาย - ครับๆ
       
       อัมรินทร์ - คือถ้าพูดถึงเรื่องกิน เรื่องโกงอะไรกันนี้นะ ในรัฐบาลแล้ว ถึงที่อาจารย์พูดว่ามันมีหลายพรรค หลายนั่นอะไรต่างๆนี้นะ คืออดีตที่ผ่านมา เวลาเราจะมองถึงอนาคต ถึงปัจจุบัน เราต้องนึกถึงอดีตด้วย การเมืองนี้นะจะอย่างไรก็แล้วแต่ เขาจะต้องมีความ คือหมายความว่าเป็นคนที่เขามองตาก็รู้เรื่อง ไม่ต้องพูดอะไรมาก แล้วบางรัฐบาลนะเขาเล่นละครเก่งนะครับ เขาวางตัวคนนะ คนๆนี้เป็นคนซื่อสัตย์นะ คนๆนี้เป็นซุปเปอร์นะ ไอคนๆนี้เป็นตัวร้ายหน่อย
       
       จินดารัตน์ - คุ้นๆนะคะ
       
       อัมรินทร์ - เขาวางตัวไว้
       
       จินดารัตน์ - มันเป็นละครฉากหนึ่ง
       
       อัมรินทร์ - มันเป็นละครฉากหนึ่งที่เล่นกันมา
       
       จินดารัตน์ - สุดท้ายหลังฉาก
       
       อัมรินทร์ - ก็เป็นตัวโกงกัน กลุ่มเดียวกัน ผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละครับ คือผมเสียดายนะครับ เมื่อกี้คุณบอกคุณอภิสิทธิ์นั้น ให้เวลาวันหนึ่งใช่ไหม ผมให้เวลานี่หนึ่งปีครึ่งแล้วนะ วันนี้นะต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า ในกรณีที่คุณทักษิณเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์อาจารย์ก็คงจะทราบดี ก่อนหน้านั้นคือรัฐบาลประชาธิปัตย์ แล้วรัฐบาลประชาธิปัตย์ออกกฎหมายเปิดทางให้คุณทักษิณเขาหาเงินทองได้ จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็ออกมาโดยรัฐบาลประชาธิปัตย์เรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เรื่องการฟื้นฟู เรื่องการปิดสถาบัน 56 แห่ง อะไรต่ออะไรนั้น ก็ตัวก็ทำนะครับ แล้วก็เป็นหนทางอันหนึ่งที่ทำให้คุณทักษิณซึ่งเขาจ้องอยู่แล้ว ใครเข้ามาเป็นอำนาจ ถ้าใครเข้ามาเป็นอำนาจมันก็ต้องเล่นอย่างนี้ แต่ว่าจะสร้างแนบเนียนแค่ไหนเท่านั้นแหละนะครับ
       
       จินดารัตน์ - คงไม่มีใครคิดถึงว่าจะมีคนชั่วได้สุดหัวใจขนาดนี้นะค่ะ ทำได้ขนาดนี้
       
       อัมรินทร์ - ที่จริงนะ อยากจะเรียนนะตัวผมเองเป็นคนคัดค้านไอ้กฎหมายพวกนี้ เพราะผมไปเห็นที่อื่นเขามาแล้วนะครับ คุณแอนก็ทราบดี และผมก็คัดค้านตลอดนะครับ ว่ามันเป็นการเปิดทางให้นักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ทั้งนั้นนะครับ แต่ก็ไม่มีใครฟัง บางคนก็อาจจะคิดว่าวันหนึ่งเขาก็ต้องกลับมาเป็นรัฐบาลอีก แล้วก็สามารถใช้ได้
       
       จินดารัตน์ - เอื้อประโยชน์ให้ตัวเองอีก
       
       อัมรินทร์ - เอื้อประโยชน์ให้ตัวเองนะ คือมันเป็นความโชคร้าย ผมไม่อยากโทษใครนะ คืออย่างที่อาจารย์พูดมันซ้ำแล้วซ้ำอีกนะครับ เล่นแล้วเล่นอีก จนกระทั่งทุกวันนี้นะครับก็ยังเล่นแล้วเล่นอีกนะครับ คือจะพูดว่าวันนี้นะรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลผสมก็จะต้องฟังคนนู้นบ้าง คนนี้บ้าง แต่ความเป็นผู้นำมันเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับประเทศที่มี
       
       จินดารัตน์ - การคอร์รัปชั่นโกงกิน
       
       อัมรินทร์ - ประเทศอย่างนี้นะ มันต้องมีความเป็นผู้นำนะครับ อย่างสมัยท่านมหาเดลก็เหมือนกันใช่ไหมครับ ท่านก็แสดงความเป็นผู้นำเลย หรือลีกวนยู เขาแสดงความเป็นผู้นำ มันก็มีพรรคอื่นพรรคนั้น คนก็โจมตีหาว่าเป็นเผด็จการก็มี หาเงินไอ้นู้น ไอ้นี่ แต่ว่าเขาสร้างคนให้ขึ้น มีความอยู่ดีกินดีขึ้นมาได้ใช่ไหมครับ แล้วก็พอเขาไปก็ไม่มีใครฟ้องว่าแกคอร์รัปชั่น แกโกง แกกิน ถึงขนาดนู้น ขนาดนี้อะไรต่างๆ อาจจะมีบ้างนิดๆหน่อยๆ ไอ้พวกนู้น ไอ้พวกนี้มันทำกันนะครับ แต่นั่นแหละครับความเป็นผู้นำในการบริหารประเทศที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ แล้วก็ไม่เกรงกลัวใคร มีความซื่อสัตย์นี้นะครับคือสิ่งที่ประเทศไทยต้องการวันนี้ครับ
       
       จินดารัตน์ - ความกล้า
       
       อัมรินทร์ - ความกล้าต้องวันนี้ ไม่ต้องแคร์เลยครับพรรคการเมืองไหนนะครับ ให้ประชาชนเขาเห็นว่าเฮ้ยฉันยืนอยู่เคียงข้างประเทศชาติ ประชาชน
       
       จินดารัตน์ - มันออกมาขู่ทุกวันเลยค่ะ
       
       อัมรินทร์ - ใครขู่
       
       จินดารัตน์ - ฝั่งเดียวกันแหละค่ะ พรรคร่วมรัฐบาลขู่ทุกวันเลย
       
       อัมรินทร์ - ขู่ คุณก็ต้องเล่นเกมส์ให้ถูก ก่อนอื่นคุณต้องทำให้ประชาชนศรัทธาคุณ แล้วเขาจะหนุนคุณ คุณจะยืนอยู่คนเดียวก็ยังได้เลย แล้วก็เสร็จแล้วให้ประชาชนเขารู้ความเป็นจริง ที่ผมเรียนนั้นรัฐบาลมีสื่อทีวีตั้งกี่ช่อง มีวิทยุตั้งกี่ร้อยสถานีล่ะ คุณใช้เป็นประโยชน์หรือเปล่า
       
       จินดารัตน์ - พึ่งตื่นค่ะ แกพึ่งตื่น
       
       อัมรินทร์ - ถ้าสมมุตินะปีครึ่ง คุณพึ่งตื่นวันนี้ อีกปีหนึ่งคุณก็ยังงัวเงียอยู่เลย
       
       จินดารัตน์ - งัวเงียค่ะ วันนี้ยังงัวเงียหารถกันกระสุนอยู่เลย จะขึ้นอย่างไร จะปลอดภัยไหมนี่
       
       อัมรินทร์ - แล้วงบประมาณใช้ไปตั้งเยอะแยะเกือบจะสองพันล้านแล้วมั้ง เอาไปสร้างมหาวิทยาลัยได้แห่งหนึ่งแล้ว คือคุณเล่นใช้โอนไปก็เอนมา โอนไปก็เอนมากันอยู่นี้ เพื่อที่จะให้อยู่ได้นาน มันไม่ใช่ วันนี้คือวันนี้จะต้องแสดงความเป็นผู้นำ
       
       จินดารัตน์ - ยิ่งเป็นอย่างนี้นานไป ความเสื่อมศรัทธาของคนที่เคยอยู่เคียงข้างเขานั้นมันก็จะยิ่งลดลง
       
       อัมรินทร์ - มันจะหายไปด้วยนะซิ
       
       จินดารัตน์ - ค่ะ มันหายไปไม่เท่าไหร่ซิค่ะ มันจะไปอีกฝั่งหนึ่งละแย่เลยนะค่ะคุณอัมรินทร์
       
       อัมรินทร์ - ก็อย่างที่ผมพูดไว้ตอนต้นนะครับ ก็เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วนะครับ เขาบริหารประเทศไม่ถูกไม่ควร ก็ทำให้คุณทักษิณเข้ามา
       
       จินดารัตน์ - แต่วันนี้มีหลายคนบอกว่า ไม่กล้าตัดสินใจใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ดีกว่าเอาคุณทักษิณกลับมาเลยดีกว่า จบ อันนั้นไม่ดีนะค่ะคุณผู้ชม ไม่ดีนะค่ะ อย่างนั้นเดี๋ยวพักกันก่อนดีกว่าช่วงหน้า
       
       อัมรินทร์ - มันมีทางเลือกอันอื่นอีกเยอะแยะ
       
       จินดารัตน์ - ใช่ค่ะ บางคนเขาแซวเขาบอกว่าต้องจับคุณอภิสิทธิ์ไปต่อกระดูกค่ะ ขาจะได้ยาวขึ้นจะได้กระโดดก้าวข้ามความกลัวไปได้ แหมพูดกันถึงขนาดนั้น เดี๋ยวพักกันก่อนนะ เดี๋ยวช่วงหน้ากลับมาค่ะ
       
       ****************เบรก*******************
       
       จินดารัตน์ - กลับมาช่วงสุดท้ายรายการแอน จินดารัตน์นะค่ะ วันนี้เวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกินนะค่ะ คุณผู้ชมก็คงเฝ้าติดตามข่าวคราวการเคลื่อนไหวของการชุมนุมของ นปช. กันอยู่ เราจะมาลองวิเคราะห์ท้ายที่สุดของรายการในวันนี้ว่า อาจารย์กับคุณอัมรินทร์มองกันว่าอย่างไรว่า มันควรจะจบลงอย่างไร ถ้าดูจากท่าทีของเสื้อแดงแล้ว ดูจากท่าทีของคุณอภิสิทธิ์เมื่อตอนกลางวันแล้ว มันควรจะหาทางลงร่วมกันได้ไหม หรืออย่างไรคะ หรืออยู่ๆก็เอาละ อะไรมันไม่ได้ก็รุนแรงมันไปซะเลย อย่างนั้นเป็นไปได้หรือเปล่า
       
       พิชาย - คือทิศทางตอนนี้นะครับ คือทั้งสองฝ่ายนี้พยายามจะใช้ ชูประเด็นในเรื่องของสันติวิธีด้วยกันทั้งคู่นะ เพราะฉะนั้นถ้าเราดูตามที่ประกาศออกมาเราก็อาจจะพอที่จะไว้ใจได้ในระดับหนึ่งว่า อย่างน้อยๆความรุนแรงก็คงไม่เกิดขึ้นมาจากการสั่งการของแกนนำชุมนุม และคงไม่เกิดขึ้นจากการสั่งการของรัฐบาล ความรุนแรงถ้าจะเกิดก็อาจจะเกิดมาจากเหตุอื่น
       
       จินดารัตน์ - ที่เป็นมือที่ 3 มือที่ 4 ที่อาจารย์พูดถึงนะค่ะ
       
       พิชาย - ที่เหนือความคาดหมายนะครับ ทีนี้จุดจบจะเป็นอย่างไร คือเนื่องจากการเรียกร้องครั้งนี้ เข้าใจว่าก็คงเป็นการเรียกร้องก็คือการยุบสภาฯ แล้วในข้อเรียกร้องนี้ดูแล้วมันก็ไม่ชอบธรรมเท่าไหร่ เพราะว่ารัฐบาลเองก็บริหารประเทศอยู่แล้วก็กำลังมีโครงการอะไรต่างๆ ที่ดำเนินตามนโยบายไป เพราะฉะนั้นการสนับสนุนให้เกิดการยุบสภาฯนี้มันก็คงไม่เกิดขึ้นจากประชาชนนะครับ และอีกอันหนึ่งถ้ายุบสภาฯแล้ว เหตุการณ์มันก็คงไม่จบ แล้วดีไม่ดีมันอาจจะรุนแรงขึ้นในสนามเลือกตั้งนะครับ อาจจะเป็นการเลือกตั้งเลือดอะไรทำนองนี้ขึ้นมานะครับ เพราะฉะนั้นการยุบสภาฯนี้ก็ดูเหมือนว่าไม่ใช่เป็นทางออก แล้วก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ต้องรีบร้อนที่จะต้องยุบสภาฯขณะนี้ แล้วผมเข้าใจว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยเองก็คงไม่อยากจะยุบสภาฯในช่วงจังหวะนี้เหมือนกัน
       
       จินดารัตน์ - ใช่ค่ะ ก็ล่าสุดเสียงเขาแตกแล้วนี่คะ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบอกไม่เอาด้วยยุบสภาฯ ก็ไม่มีใครอยากจะไปเลือกตั้งใหม่
       
       พิชาย - ครับ ใช่ การเลือกตั้งใหม่มันก็เหนื่อยนะ แล้วก็ไม่รู้ว่าได้หรือเปล่า แล้วก็ดูกระแสของคุณทักษิณตอนนี้นี่
       
       จินดารัตน์ - แผ่วแล้ว
       
       พิชาย - จะโหนกระแสของคุณทักษิณมานี้ก็ไม่รู้ว่าจะโหนได้มากน้อยขนาดไหนไอ้ครั้นต้องใช้เงินในการเลือกตั้ง แล้วเขาจะให้เงินมาด้วยหรือเปล่าอีกก็ไม่รู้เหมือนกัน
       
       จินดารัตน์ - อันนี้ละสำคัญ
       
       พิชาย - เพราะฉะนั้นเลือกตั้งมันก็เสี่ยง มันมีความเสี่ยง แล้วเรื่องอะไร เป็น ส.ส.อยู่ดีๆนะครับ แล้วเรื่องอะไรจะต้องไปสนามเลือกตั้งนะครับ แล้วก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไร แล้วก็ไม่แน่ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้านี้พรรคเพื่อไทยจะได้เสียงข้างมาก แล้วถ้าเกิดไม่ได้เสียงข้างมากก็ต้องมีการเดินขบวนอย่างนี้อีกใช่ไหม กดดัน เพราะว่าเป้าหมายท้ายที่สุดอย่างที่เราทราบกันนะครับ ว่าต้องการนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างน้อยก็มีเสื้อแดงเดินขบวนอีกจนได้นะครับ มันก็วน ก็ต้องบอกให้ยุบสภาฯอีก ยุบสภาฯจนกระทั่งตัวเองได้เสียงข้างมากจึงจะเลิกหรือเปล่านะครับ ทีนี้ถ้าฝ่ายประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมากนะครับ แล้วก็จัดตั้งรัฐบาล สมมติพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากแล้วจัดตั้งรัฐบาล แล้วจะแก้รัฐธรรมนูญ คุณแอนก็คงนึกภาพออก
       
       จินดารัตน์ - เสื้อเหลืองก็ไม่ยอมค่ะ ใช่
       
       พิชาย - นั่นนะซิครับ แก้รัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรมคุณทักษิณ วิกฤติรอบใหม่มันก็เกิดขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นมันก็เป็นวิกฤติซ้ำซากในการยุบสภาฯ เพราะมันช่วยอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ถ้าผมจะแนะนำเสื้อแดงนะครับ ก็คือให้การศึกษาประชาชนไปเรื่อยๆ ถ้าอยากจะให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยนะ ก็เอาตัวออกห่างจากคุณทักษิณซะ แล้วก็ให้การศึกษาประชาชนว่าประชาธิปไตยหมายถึงอะไรกันแน่ วิธีคิดแบบประชาธิปไตยนี้คืออะไร แล้วประชาธิปไตยมันไม่ได้ในชั่ววันชั่วคืนนะครับ มันก็ต้องสั่งสมให้การศึกษากันไป แล้วก็ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างถูกต้องนะครับ ตามหลักเกณฑ์ของประชาธิปไตย แล้วก็ต่อสู้กันไปในระบบรัฐสภาฯนี้
       
       จินดารัตน์ - แต่ว่าก่อนอื่นแกนนำเสื้อแดงต้องมาเรียนกับอาจารย์ก่อนนะค่ะว่าประชาธิปไตยคืออะไร
       
       พิชาย - เอ่อ พวกนี้เขาก็มีนักวิชาการของเขา เขาก็คงไปเรียนจากเขานั่นแหละ ทีนี้แนวโน้มที่จะเกิดขึ้น ผมก็คิดว่าแกนนำก็คงจะหาทางลงอยู่ เพราะเขาเองก็คงไม่อยากให้เกิดความรุนแรง
       
       จินดารัตน์ - อย่างว่าแหละ ไม่อยากติดคุกตอนแก่
       
       พิชาย - ไม่อยากติดคุกทั้งแกนนำ ระดับหลัก และก็ระดับรองนะครับ ฉะนั้นผมเข้าใจว่าก็ค่อยๆจะฝ่อไป แล้วก็อาจจะเป็นวันอังคารหรือวันพุธ ถ้าไม่มีการเติมเชื้อเพลิงเข้ามา กลุ่มที่ชุมนุมอยู่ตอนนี้ก็จะค่อยๆสลายไป ทยอยกลับบ้านไปนะ แล้วก็เขาคงจะประกาศชัยชนะเล็กๆว่าเรามีชัยชนะอะไรบางอย่าง เขาคงจะต้องหาเงื่อนไขอะไรตรงนี้ เพราะว่าจะกลับไปโดยแพ้ไม่ได้ครับ มันก็ต้องหาทางว่าเราชนะอะไรซักอย่างหนึ่งครับ ก็คงจะหาเหตุว่าเขาจะชนะในเรื่องอะไรนะครับขึ้นมา ซึ่งเราก็คงจะต้องคอยดูว่าจะหาเหตุในการลงตรงนั้นอย่างไร แล้วก็อ้างชัยชนะอย่างไร
       
       จินดารัตน์ - อย่างน้อยบอกเจ้าของเงินจะได้ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ว่าฉันจ่ายเงินแกไปแล้วนี่นะค่ะ แต่ว่าตัวเจ้าของเงินเองคงไม่ต้องคิดอย่างนั้น เดี๋ยวแอนจะกลับมาถามอาจารย์ คุณอัมรินทร์ละคะ มองสถานการณ์ว่ามันจะจบลงง่ายๆเรียบๆ ประกาศชัยชนะบ้าบออะไรของมัน แล้วมันก็กลับบ้านอย่างนั้นหรือเปล่า หรือว่าขอซักหน่อย
       
       อัมรินทร์ - ก็เป็นไปได้นะครับ แต่ข้อสำคัญก็คือว่ามันจะยุติกันหรือเปล่านะครับ
       
       จินดารัตน์ - อืม มันต้องกลับมาอีก
       
       อัมรินทร์ - แน่นอนนะครับ คือถ้าเขาไม่ได้ในสิ่งที่เขาประสงค์ มันก็คงเป็นเรื่องที่จะไม่ยุติกันหรอกนะครับ
       
       จินดารัตน์ - มันน่ากลัวตรงที่ทักษิณ ชินวัตร พูดอยู่คำหนึ่งว่า "ข้าอยู่ไม่ได้ พวกเอ็งก็อย่าอยู่กันอย่างสุขสบายเลย"
       
       อัมรินทร์ - อืม ใครล่ะ อ๋อ ก็อย่างที่ผมเรียนนะครับมันเป็นเรื่องของการชิงอำนาจ และผลประโยชน์สองฝ่ายนะ อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็มีทางนะครับที่พวกเขาในฐานะที่พวกเขาอยู่ในกรงกรรมเมืองกัน เขาก็สามารถที่จะเข้ามาประนีประนอมกันได้ แบ่งเค้กกันได้นะครับ เขาก็อาจจะมีทำกันได้เหมือนกัน
       
       จินดารัตน์ - คุณอัมรินทร์มองว่ายังไงทักษิณก็ไม่ยอมแพ้
       
       อัมรินทร์ - คือเขาต้องได้ในสิ่งที่เขาควรจะได้ เขาคิดว่าเขาควรจะได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็อาจจะคิดว่าเฮ้ย ผ่อนให้เขาไปบ้างนะครับ แล้วก็อยู่ด้วยกัน ฉันก็ได้เค้กก้อนนี้ แกก็ได้เค้กก้อนนี้นะครับ แกเอาเล็กหน่อยฉันมีอำนาจกว่าฉันเอาเค้กใหญ่ แต่ที่ผมเป็นห่วงที่สุดก็คือประชาชนนะครับ ความอยู่ดีกินดีของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ อันนี้คือสิ่งที่หลัก แล้วบางครั้งผมก็สลดใจที่ประชาชนคิดว่า ถ้าไม่เอาเสือหรือจะเอาจระเข้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่ากลัว ทำไมประชาชนไม่คิดว่าฉัน ไม่ตะโกนออกมาว่าฉันต้องการคนอย่างนี้เข้ามาบริหารประเทศนะครับ เพื่อความอยู่ดีกินดีของพวกฉัน ปกป้องการทำกินของพวกฉัน ปกป้องแผ่นดิน ไม่ให้ใครมาเอา ไม่ใช่อะไรๆก็เอาแผ่นดินไปขายต่างชาติซะ อะไรอย่างนี้ หรือให้ต่างชาติเอาสิ่งแวดล้อมที่เสียมาตั้งโรงงานในเมืองไทย อะไรต่ออะไรต่างๆเหล่านี้นะมันไม่ถูกเรื่องนะ คือวันนี้เป็นวันที่ประชาชนจะต้องตะโกนออกมาว่าฉันต้องการผู้นำอย่างนี้ ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต และสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่า ผู้บริหารประเทศและนักการเมืองก็เป็นชุดเก่ามาตลอด หลายทศวรรษด้วยนะครับ ก็ทำอะไรเดิมๆกันหมด ไม่มีความคิดใหม่ที่จะทำในสิ่งที่ถูกที่ควรนะครับ แล้วก็เขามีการประนอมประนอมกันได้ มันไม่ใช่ว่าจะเจอสันตินะครับอาจารย์ครับ มันก็เป็นการคิดเป็นการแบ่งเค้กกันอีกอย่าง
       
       จินดารัตน์ - แต่ว่าสองขั้วอำนาจไม่มีทางประนีประนอมกันได้อย่างนั้นหรือเปล่าคะ
       
       อัมรินทร์ - มัน ผลประโยชน์มันทำได้ ถ้ามองในแง่นี้
       
       จินดารัตน์ - ผลประโยชน์มันลงตัว
       
       อัมรินทร์ - อืมผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วก็แยกแยะหน่อยว่าเรื่องนี้ๆอย่ามาพูดกันได้ไหม เรื่องนี้อย่ามานั่นกันได้ไหม เขาก็ทำได้ อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
       
       จินดารัตน์ - แม้กระทั่งกับทักษิณหรือคะ คุณอัมรินทร์คิดอย่างไรคะ
       
       อัมรินทร์ - ในหลายๆประเทศมันเกิดขึ้นมา อย่างอาร์เจนตินาเป็นต้นนะครับ เปรอนอะไรๆนะอาจารย์นะ ถูกขับไล่ไปนะไปอยู่ตั้งหลายปีในที่สุดก็กลับมาอีก แล้วในที่สุดก็ถูกขับไล่อีกนะครับ อะไรๆมันเกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละนะครับ
       
       จินดารัตน์ - แต่ว่าถ้าอย่างนี้แล้วนะค่ะ ถ้าเขาเจรจากันได้ เขาแบ่งเค้กกันสำเร็จ ผลประโยชน์ลงตัว มันคงไม่สามารถไปเหมือนกับอาร์เจนตินาได้มั้งค่ะคุณอัมรินทร์ ถ้ามองสิ่งที่ทักษิณได้ทำไปกับบ้านนี้เมืองนี้ ถ้าคุณอภิสิทธิ์ยอม ประชาธิปัตย์ยอมนี่เราต้องออกมาไล่อีกรอบไหมคะอาจารย์
       
       อัมรินทร์ - คุณไล่มากี่รอบแล้วล่ะ ถ้าการเมืองนักการเมืองชุดเก่ามันก็อิหรอบเดิม
       
       จินดารัตน์ - ฟังแล้วสิ้นหวังจังเลยค่ะคุณอัมรินทร์
       
       อัมรินทร์ - น่าสิ้นหวัง เพราะประชาชนถูกปิดหูปิดตาจริงๆ อย่างท่านอาจาย์คงทราบดีลินคอล์นท่านเป็นแม่บทของประชาธิปไตยนะครับ ท่านบอกไว้เลยนะว่าถ้าประชาชนถูกปิดหูปิดตาไม่ได้รับความเป็นจริง บ้านเมืองนั้นอยู่อย่างสงบไม่ได้ อันนี้คือความเป็นจริง
       
       จินดารัตน์ - อาจารย์คิดว่ามีความเป็นไปได้ไหมคะระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ
       
       พิชาย - คือจริงๆแล้วเราก็จะเห็นได้ว่าคุณทักษิณตั้งแต่ปี'51ก็พยายามใช้วิธีการทุกวิธีการเลยนะครับเท่าที่มีอยู่ อย่างเช่นวิธีการที่จะไปเจรจาก็ใช้แล้ว แต่ก็ไม่ได้ผล พยายามเข้าหา พล.อ.เปรม ก็ไม่ได้ผล วิธีการที่จะระดมมวลชนก็ใช้มาตลอดตั้งแต่ปีที่แล้วเดือนเมษาฯ คราวนี้อีกครั้งหนึ่งก็ใช้การระดมมวลชน วิธีการสร้างความวุ่นวายปีที่แล้วก็สร้าง แล้วก็ไม่ได้ผลอีก แล้วก็วิธีการที่ใช้ในการเลือกตั้ง ก็ใช้มาแล้ว ก็ได้คุณสมัครมาแต่ก็ถูกขับไล่ออกไป ก็ไม่ได้ผลอีก ก็ตอนนี้อาจจะเรียกได้ว่าคุณทักษิณใช้วิธีการต่างๆเกือบทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังหาที่ลงไม่ได้นะครับ ยังหาจุดที่จะเข้ามาอยู่ในสังคมไทยไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าพอมาถึงจุดนี้ คราวนี้ผมคิดว่าสังคมไทยสังคมส่วนใหญ่นะครับก็คงจะปิดประตูสำหรับคุณทักษิณเรียบร้อยไปแล้วนะครับ เพียงแต่ว่าเขายังมีศักยภาพที่จะสร้างความวุ่นวายได้ในระดับหนึ่ง
       
       จินดารัตน์ - ก็มันยังมีพวกหิวเงินเหลืออยู่เยอะ
       
       พิชาย - มีทั้งคนที่ยังนิยม ที่ติดค้างระบบความคิด มีทั้งคนที่อยากจะอาศัยทรัพยากรของคุณทักษิณเผยแพร่อุดมการณ์ของตัวเอง เพราะอย่าลืมว่าคุณทักษิณเขาก็ยังมีทรัพยากรอยู่มีดีทีวี มีสื่ออะไรต่างๆ แล้วก็มีนักวิชาการบางส่วนที่อยากจะอาศัยเครือข่ายอะไรตรงนี้เผยแพร่ความคิดของตัวเองก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นมันก็จะมีลักษณะเหล่านี้ดำรงอยู่ แต่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่ การชุมนุมขนาดใหญ่แบบนี้ผมคิดว่าคงจะเกิดขึ้นได้น้อยแล้ว ที่จะสร้างความปั่นป่วน ที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง ก็คงจะมีความเป็นไปได้ยากขึ้น เราก็คงต้องยอมรับในแง่ที่ความขัดแย้งว่ามันคงจะต้องมีแน่ๆ แล้วก็คงจะต้องมีต่อ ไม่มีทางที่จะขจัดความขัดแย้งเหล่านี้ให้หายไปจากสังคมไทยนะครับ ไม่มีทาง เพียงแต่ว่าคนที่จะมาเป็นรัฐบาล หรือสังคมก็จะต้องคุมไม่ให้ความขัดแย้งเหล่านี้บานปลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงนะครับ มันก็เหมือนกับปัญหายาเสพติดนะคุณแอน เราไม่มีทางที่จะขจัดปัญหายาเสพติดได้หมด
       
       จินดารัตน์ - ใช่ค่ะ
       
       พิชาย - มันก็ต้องมีคนเสพยา เพียงแต่ว่าเราต้องควบคุมให้มันอยู่ในระดับที่สังคมไม่เป็นอันตราย อันนี้ก็เช่นเดียวกัน การชุมนุม การแตกต่างทางความคิดนี้ก็รัฐก็ต้องพยายามควบคุมไม่ให้เป็นอันตรายต่อสังคมมากจนเกินไป ถ้าเป็นอันตรายก็ต้องมีมาตรการที่เข้มข้นอะไรต่างๆมากขึ้นนะครับ ก็ดำรงอยู่ในลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆนะครับ อีกหลายปีนะครับ แล้วก็คงจะมีการพัฒนาขึ้นไป แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าคุณทักษิณทำสำเร็จนั้น หรือว่าฝ่ายของคุณทักษิณทำสำเร็จก็คือการวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.เปรม ซึ่งก่อนหน้านี้ แทบจะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ตรงนี้เลย ตรงนี้ฝ่ายของคุณทักษิณได้ทำค่อนข้างจะมีประสิทธิผลพอสมควร และก็สามารถที่จะเข้าไปเอารุกคืบ เอาความจริงบางอย่างออกมาเปิดเผยให้กับสังคมได้ทราบพอสมควรนะครับ แล้วก็ทำให้คนได้รู้สึกมีทัศนคติในการมองสถาบันองคมนตรี เมื่อก่อนอาจจะมองสถาบันองคมนตรีในเชิงบวก แต่ปัจจุบันอาจจะมีคนจำนวนหนึ่งที่เริ่มมองสถาบันนี้ในทางที่ ในเชิงลบมากขึ้นนะครับ อันนี้คือความสำเร็จของคุณทักษิณที่ทำมานะครับ
       
        ส่วนความสำเร็จในแง่ที่จะทำให้คนสนับสนุนเพิ่มขึ้น อันนี้เขาล้มเหลว ก็คือชนชั้นกลางที่เคยสนับสนุนคุณทักษิณมาก่อนก็ไม่สนับสนุนแล้ว เพราะทุกคนเห็นตัวตนของคุณทักษิณว่ามีความชั่วร้ายอย่างไร เพียงแต่ว่าเขามีมวลชนอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าก็ยังเป็นจำนวนเยอะนะ เป็นหลักล้านนะครับที่สนับสนุนเขาก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งอันนี้ก็คนรัฐบาลเอง หรือว่าคนส่วนอื่นเองก็คงต้องพยายามที่จะสร้างความเข้าใจไปเรื่อยๆ ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น เพียงแต่ว่าต้องรุกคืบในแง่ของสื่อ อะไรต่างๆ แต่อย่าลืมว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็ตอบโต้เหมือนกัน เขาไม่ได้อยู่เฉย แล้วไอ้รัฐบาลมันทำอะไร แล้วเขาก็ตอบโต้ แล้วเขาก็ผลิตสื่อเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันก็เป็นสงครามในเรื่องของความคิดตรงนี้
       
       จินดารัตน์ - ถ้างั้นนิดหนึ่งค่ะ พูดถึงเรื่องสื่อแล้ว การชุมนุมครั้งนี้หลายคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ว่า การทำหน้าที่ของสื่อมันต่างไปจากช่วงเดือนเมษาฯปีที่แล้ว คือสื่อในปัจจุบันค่อนข้างที่จะเอนเอียงมาทางรัฐบาลมากกว่าครั้งที่แล้ว อย่างครั้งที่แล้วมันยังมีแตก แปลกแยกออกไปบ้าง อาจารย์คิดอย่างไรคะ อาจารย์มองเห็นภาพนั้นหรือเปล่า
       
       พิชาย - คือสื่อก็พยายามเสนอภาพความเป็นจริงมากขึ้นนะครับ ถ้าเปรียบเทียบกับคราวที่แล้ว คราวที่แล้วมีความรู้สึกว่าเห็นใจพวกชุมนุมเสื้อแดงมาก แต่คราวนี้พยายามตัดอารมณ์นั้นออก เขาพยายามจะส่งให้ทัศนะที่เป็นกลางมากขึ้นนะครับ แล้วก็สื่อเองก็คงได้รับบทเรียนจากความรุนแรงเมื่อเดือนเมษาฯ แล้วก็เกิดความไม่ไว้วางใจการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เพราะถ้าเรามีพฤติกรรมอะไรมาแล้วจะทำให้คนอื่นมาไว้วางใจเราก็คงยากนะครับ เพราะฉะนั้นการชุมนุมครั้งนี้ คุณแอนก็คงจะเห็นว่าทุกคนก็หวาดระแวงหมดเลย เพราะว่ากลุ่มเสื้อแดงจะใช้พฤติกรรมเดิมอีก ก็คือความรุนแรง แล้วมันก็มีหลักฐานที่ปรากฎว่ากลุ่มนี้ไม่ปฏิเสธความรุนแรง แล้วก็นิยมความรุนแรง เพียงแต่ว่าสังคมเขาไม่ตอบรับความรุนแรง เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณใช้ความรุนแรง คุณก็แพ้ คุณก็ถูกรังเกียจ แต่ว่าสังคมก็หวาดระแวง ไม่ไว้วางใจกลุ่มคนเหล่านี้ แล้วก็สื่อเองก็คงจะได้รับอิทธิพลจากสังคมตรงส่วนนี้ เพราะฉะนั้นเขาก็พยายามทำให้บรรยากาศในการชุมนุมก็ดี หรือว่าในการป้องกันก็ดี ให้มันเป็นบรรยากาศที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา เพราะฉะนั้นทุกคนตอนนี้ผมเข้าใจว่าทุกคนในสังคมก็ช่วยกัน
       
       จินดารัตน์ - พยายามพยุง
       
       พิชาย - พยายามพยุงไม่ให้เกิดความรุนแรงนะครับ แล้วก็พยายามปรามม็อบไม่ให้เกิดความรุนแรง พยายามที่จะเตือนสติรัฐบาล ถ้าจะปราบปรามก็อย่าใช้ความรุนแรง เพราะฉะนั้นทิศทางของสังคมก็จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตอนนี้ใครใช้ความรุนแรงก็จะลำบากนะครับ แล้วก็คงจะอยู่ไม่ได้
       
       จินดารัตน์ - ถ้าอย่างนั้นถามว่าการชุมนุมครั้งนี้ก็แสดงว่าชนชั้นกลาง หรือว่าคนเมือง หรือว่าที่เขาบอกว่าเป็นพลังเงียบนะค่ะ ค่อนข้างมีอิทธิพลกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงอยู่พอสมควรใช่ไหมคะ คุณอัมรินทร์มองอย่างไร
       
       อัมรินทร์ - ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ฉะนั้นทีนี้กลุ่มเสื้อแดง ข้อสำคัญก็คือว่าประการหนึ่งก็คือในการที่จะจัดการการชุมนุมนี้นะครับ คนเยอะๆนี่เหมือนกับกองทัพการจัดนี่มันต้องมีประสบการณ์มากพอ อย่างเสื้อเหลืองที่เขาจัดกันนะครับ ก็ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะเสร็จเข้าที่เข้าทาง อะไรต่ออะไรต่างๆนะครับเป็นเรื่องเป็นราว ไม่มีเรื่องไม่มีอะไรต่ออะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นการจัดในระยะที่สั้นต่างๆเหล่านี้มันก็อาจทำให้เกิดความเสียเปรียบ
       
       จินดารัตน์ - แล้วความไม่เป็นเอกภาพด้วย
       
       อัมรินทร์ - ครับ ด้วยครับมันหลายอย่างนะครับ ก็เป็นเรื่องที่เขาจะต้อง เอ่อ อย่างที่ผมเรียนนะมันไม่จบหรอกขนาดนี้ แล้วก็สิ่งที่สำคัญก็คือว่า รัฐบาลจะต้องทำงานยืนอยู่เคียงข้างประเทศชาติประชาชนจริงๆ ถ้าคุณทำอย่างที่ปีหนึ่งที่ผ่านมามันก็เป็นอย่างนี้อีกแหละ
       
       จินดารัตน์ - แล้วกับสื่อละคะการให้ข้อมูลข่าวสาร วันนี้จะตื่นเฉพาะช่วงที่มีม็อบเสื้อแดงหรือเปล่า หรือว่าต่อไปเดี๋ยวก็เงียบกันไป หรือว่าอย่างไรคะ คุณอัมรินทร์คิดอย่างไร
       
       อัมรินทร์ - คือเท่าที่ผมคาดนะครับ คือถ้ามันขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางด้านการเมืองของกลุ่มการเมืองนั้นๆว่าคุณมีความจริงใจต่อประเทศชาติ ประชาชนแค่ไหน ถ้าคุณมีความจริงใจต่อประเทศชาติ ประชาชน ต่อระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คุณจะต้องให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนเขา คุณจะต้องดูแลเขา ปกป้องเขานะครับ ส่งเสริมเขาต่างๆเหล่านี้ ให้ประชาชนเขามีความเชื่อมั่นในรัฐบาล ในผู้บริหารประเทศนะครับ ไม่ใช่คุณเอาเงินไปเที่ยวแจกเขา อย่างนี้มันใช้ไม่ได้ หรือคุณพูดจาหวานจ๋อยไปให้เขาฝันลมๆแล้งๆอย่างนี้นะครับ แล้วในที่สุดคุณก็ไปทำอะไรต่ออะไรต่างๆ คุณไม่ปกป้องผลประโยชน์ของเขา อย่างนี้ความยากจนมันก็จะเข้ามาถึงทุกบ้าน เหมือนที่มันเข้ามาทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าเกิดเขาจนมากขึ้นมานะครับ วันนี้ยาเสพติดอาจารย์ระบาดไปทั่วนะ ความจนระบาดไปทั่ว โจรขโมยระบาดไปทั่ว ก็อย่างนี้ถ้าคุณไม่เป็นหัว ไม่แสดงให้ดีมันก็แย่ แล้วการแก้ปัญหาในการบริหารประเทศ ไม่ต้องดูอะไร ดูอย่างตำรวจนี้ปีหนึ่งป่านนี้คุณยังตั้งอธิบดีไม่ได้เลย
       
       จินดารัตน์ - ค่ะ
       
       อัมรินทร์ - นะ ก็ดูซิคุณอะไรนะ พ.ต.อ.เพียร ใช่ไหม
       
       จินดารัตน์ - สมเพียรค่ะ จ่าเพียรค่ะ
       
       อัมรินทร์ - อืม สมเพียร นั่นก็แสดงให้เห็นว่าต่อให้คุณไปงานศพเขา 10 ครั้ง ก็ไม่เท่ากับที่ความเจ็บปวดที่อยู่ในจิตใจของคนไทยและของตำรวจนะครับ
       
       จินดารัตน์ - ถ้าจบม็อบเสื้อแดงนี้ สงสัยเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายท่านนายกจะต้องลงมาชำระกันหน่อยนะค่ะ มันเป็นด่านสำคัญที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าท่านได้ทำอะไรบ้าง
       
       พิชาย - ครับๆ
       
       อัมรินทร์ - คือผมเรียนตรงๆเลยนะวันนี้ ทางออกทางเดียวเท่านั้นก็คือ เราต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง จะมาแบบไหน แบบไหน ผมไม่แคร์นะครับ เข้มแข็งแล้วก็ยืนอยู่เคียงข้างประเทศชาติ ประชาชน ไม่ใช่เดี๋ยวไปยอม คำหนึ่งก็โอ๊ยเดี๋ยวต่างชาติเขาจะว่าเอา นู้น นี่ อะไรต่างๆนะ อย่างนี้ประชาชนแย่นะครับ อาจารย์ก็แย่
       
       พิชาย - ครับ
       
       จินดารัตน์ - ค่ะ บางคนก็บอกโอ๊ยเห็นใจท่านนายกฯนะ วันๆจะคิดแก้ปัญหาอะไร ไม่เห็นอกเห็นใจ คนคิดอย่างไรเรื่องสื่อคะนิดหนึ่งว่า นับจากวันนี้ไปมันเป็นโอกาสดีแล้วใช่ไหมว่า ถ้าม็อบแดงมันอ่อนล้าขนาดนี้ มันถดถอยขนาดนี้ รัฐเองจะต้องใช้สื่อในการรุก แหม จริงๆดิฉันก็อึดอัดนะค่ะก็พูดเรื่องนี้มานานแล้ว มันพูดจนเหนื่อยนะค่ะ มันพูดจนเหนื่อย
       
       พิชาย - เอ่อ คือผมคิดว่าคนในรัฐบาลจำนวนมาก ยังมองประเด็นปัญหาว่ามันไม่ใช่ประเด็นปัญหาวิกฤติ ก็เลยเปิดให้ลักษณะก็ๆทำกันไป แล้วเราก็ใช้สื่อในทางที่ไร้ประโยชน์เยอะ แล้วก็ใช้สื่อในลักษณะที่คือมันไม่สมกับที่เป็นสื่อ คือสื่อนี้มันไม่ได้เน้นในเรื่องของการบันเทิง หรือว่าไปเน้นข้อมูลในเรื่องที่บิดเบือน
       
       จินดารัตน์ - ค่ะ
       
       พิชาย - สื่อมันควรที่จะให้ความรู้ ปัญญาคน เพราะฉะนั้นรัฐบาลถือธงอันนี้นะ ถือธงที่ว่าจะให้สื่อที่ให้ความรู้ ความจริง และก็ปัญญาแก่คน พอถือธงอันนี้ปั๊บก็สั่งการและก็ทำเป็นแผนงานให้ชัดเจน แล้วก็อะไรที่มันไม่เข้าซีมนี้ก็พยายามลดลงให้น้อยที่สุด อันนี้ต้องเป็นหลักแล้วก็ทำให้อย่างจริงจัง ทั้งในสื่อของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นช่อง 11 ช่อง 3 ช่อง 9 อะไรก็ว่ากันไป หรือสื่ออื่นๆนะ ใช้ลักษณะนี้ใช้ประเด็นนี้เป็นแนวนโยบายหลักในการให้ไป แล้วก็ทำเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ก็จะช่วยได้เยอะทีเดียวในการทำให้สังคมเรานี้ เป็นสังคมที่มีวิธีคิด ที่มีเหตุมีผล มากกว่าที่จะมีวิธีคิดที่เป็นไสยศาสตร์นะครับดำรงอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็วิธีคิดที่ไสยศาสตร์ก็คือเชื่ออะไรที่มันง่ายๆ เชื่ออะไรที่มันงมงาย เราปฏิบัติตามข่าวลือนะ อย่างเช่น ก็มีเยอะนะที่เป็นตัวอย่าง ตั้งแต่ในเรื่องของการซื้อน้ำยามหาบำบัดของป้าเช็ง ซึ่งชาวบ้านก็ซื้อตามข่าวลือ หรือแม้กระทั่งซื้อจีที 200 หน่วยงานของรัฐก็ซื้อตามข่าวลือนะครับ ไม่ได้พิสูจน์กันอย่างจริงจัง อันนี้สะท้อนให้เห็นว่าเราขาดวิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่มีเหตุมีผลนะ โดยอาศัยหลักฐานเป็นรากฐานในการตัดสินใจ แต่ใช้ความเชื่อและข่าวลือเป็นรากฐานในการตัดสินใจ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเป็นอันตรายต่อสังคมไทยแน่ ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีคิดอันนี้ออกไปนะครับ เพราะฉะนั้นสื่อนี่แหละเป็นบทบาทหลัก แล้วรัฐบาลก็จะต้องทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้ปรากฎ ให้เปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้ให้มีเหตุมีผล แล้วมีวิทยาศาสตร์มากขึ้นแล้วก็รวมทั้งมีความพอเพียงตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพียงแต่ตอนนี้รัฐมนตรีประชาธิปัตย์ทำอะไร ก็คือเขามีพิธีเปิดที่ไหนก็ไปพูดแค่นั้นก็จบ แล้วไม่ล่วงรู้กลไกขั้นตอนว่า เมื่อเรื่องหนึ่งมาอยู่ตรงนี้ปั๊บ มันจะไปตรงไหนอย่างไร เราก็ต้องไปตามที่ไหนนะ
       
       อัมรินทร์ - เอ่อ ที่อาจารย์ที่พูดนะก็เป็นความจริงนะครับ ทีนี้ข้อสำคัญก็คือว่าในเมื่อเขาทำไม่เป็นมาปีกว่าแล้วนะ ก็เปิดโอกาสให้คนอื่นเขานะ แต่ผมไม่ได้หมายถึงว่าเปิดโอกาสให้คุณทักษิณ หรือว่าใครนะ เปิดโอกาสให้คนอื่นที่เขาทำเป็นทำดีกว่า
       
       จินดารัตน์ - เปลี่ยนคนก็ได้ เอาพูดง่ายๆนะค่ะ
       
       อัมรินทร์ - แล้วที่เขาทำนะครับ อย่างเมื่อกี้ที่อาจารย์พูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผมถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผมทำธุรกิจนะผมก็ยึดอย่างนี้ แล้วผมเคยเห็นนักธุรกิจมหาเศรษฐีของฮ่องกงนะ เขาออกมาพูดเลยเมื่อเกิดวิกฤติคราวที่แล้วนะ เขาบอกถ้าเขายึดมั่นในเศรษฐกิจพอเพียงเขาจะไม่กระเทือนมากขนาดนี้ แต่วันนี้รัฐบาลมาอีกแล้ว เศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกแล้วนะครับ พอเพียงยังไม่ทันเสร็จเลยมาสร้างสรรค์อีกแล้วนะครับ พูดกันอยู่นั่นแหละ ผมถึงบอกว่าผมเป็นห่วงนะครับ ในช่วงระยะเวลาปีหนึ่งที่ผ่านมา พวกที่มีบุคคลที่เข้ามา หมายความว่าพูดให้กระทบกระเทือนสถาบันนะเยอะแยะ แต่รัฐบาลก็แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย จนกระทั่งมีเสียงจากบางสถาบันว่านี่อะไรกันนี่ ปล่อยไว้อย่างนี้ได้
       
       จินดารัตน์ - หนูแอบได้ยินมาค่ะ บอกว่าไม่แทรกแซงสื่อ เป็นสุภาพบุรุษ ป้าๆคนหนึ่งเขาบอกดัดจริต สถานการณ์บ้านเมืองเป็นแบบนี้อย่าดัดจริต เขาพูดอย่างนี้ค่ะอย่าดัดจริตความเป็นสุภาพบุรุษ อย่ามาพูดคำนึ้ คือคุณต้องรู้จักใช้สถานการณ์
       
       อัมรินทร์ - คือผมจะเรียนให้ทราบนะครับ พอรัฐบาลนี่เข้ามาได้ 2 อาทิตย์ ผมก็เจอท่านผู้ใหญ่หลายท่าน ท่านก็พูดกับผมเลย ยิ้มเลย เดินมาคุยกับผม คุณอัมรินทร์คงจะสบายใจแล้วนะรัฐบาลนี้เข้ามา ผมบอกท่าน ท่านคิดได้อย่างไรนะ ท่านลืมแล้วหรืออดีตที่ผ่านมาแค่ 10 ปีนะ
       
       จินดารัตน์ - ว่าเป็นอย่างไร
       
       อัมรินทร์ - ผมบอกท่านเลยแค่ 2 อาทิตย์นี้บ้านเมืองจะยุ่งวุ่นวาย เหมือนที่ผมเคยพูดไว้รัฐบาลเขายายเที่ยงว่าถ้าคุณบริหารประเทศอย่างนี้ คุณออกไปเมื่อไหร่บ้านเมืองจะวุ่นวายเมื่อนั้น แล้วมันก็จริงเป็นอย่างที่ว่า วันนี้ก็เกิดจริงนะครับ เพราะฉะนั้นทางออกสำหรับที่ผมเห็นก็คือว่า เราต้องการผู้นำที่มีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ ยืนอยู่เคียงข้างประเทศชาติ ประชาชนและสถาบัน อันนั้นจะแก้หมด คุณทักษิณก็จะทำอะไรไม่ได้ นะคุณทักษิณก็จะไม่กล้าแหยม ต้องมีอย่างนี้ทางออกทางเดียวที่สำหรับผมเห็น
       
       จินดารัตน์ - ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นว่านะค่ะ ถ้ารัฐไม่รู้จักใช้สถานการณ์แบบนี้นะค่ะ ทำการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลที่แท้จริง ที่ถูกต้องให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรนะ ไม่รู้จะร้องเพลงอะไรรอแล้วนะค่ะอาจารย์ เอาอย่างแรกเลยก็แล้วกัน คุณสาธิตถ้าคุณกล้าเอาแขกที่มาออก ASTV ไปออกฟรีทีวีได้ ถือว่าคุณกระโดดก้าวข้ามความกลัวแล้วนะค่ะ อย่าดัดจริตนะค่ะ วันนี้ขอบพระคุณทั้ง 2 ท่านอย่างสูงคะ ขอบคุณค่ะ วันนี้ลาไปก่อนนะค่ะ สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ

คำต่อคำ นักวิชาการช่วยแดงหาทางลง-บทเรียนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในรายการแอน จินดารัตน์
       

คำต่อคำ นักวิชาการช่วยแดงหาทางลง-บทเรียนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในรายการแอน จินดารัตน์
นายอัมรินทร์ คอมันตร์ นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง
       

คำต่อคำ นักวิชาการช่วยแดงหาทางลง-บทเรียนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในรายการแอน จินดารัตน์
ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการจากคณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
       

จำนวนคนโหวต 18 คน
คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่
เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย
เห็นด้วย 16 คน
89 %
ไม่เห็นด้วย 2 คน
11 %
 
หนังสือพิมพ์: ผู้จัดการออนไลน์ | ผู้จัดการรายวัน | ผู้จัดการสุดสัปดาห์ | นิตยสารผู้จัดการ 360° | Positioning | News1
มุม: การเมือง | อาชญากรรม | คุณภาพชีวิต | ภูมิภาค | ภาคใต้ | ต่างประเทศ | มุมจีน | iBiz Channel | เศรษฐกิจ-ธุรกิจ | ตลาดหลักทรัพย์
กองทุนรวม | SMEs | Motoring | CyberBiz | วิทยาศาสตร์ | เกม | กีฬา | บันเทิง | โต๊ะญี่ปุ่น | Celeb Online | ท่องเที่ยว | ธรรมะกับชีวิต
เว็บ: Asia Times | บุรพัฒน์ คอมมิคส์ | Mars Magazine | คุยกับเว็บมาสเตอร์ | Site Map | โฆษณาบนเว็บ | ติดต่อเรา
All site contents copyright ©1999-2017